
'โรนัลโด' ยอดดาวยิงสโมสรยุโรป 4 สมัย
18 ก.ค. 2558
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : 'โรนัลโด' ยอดดาวยิงสโมสรยุโรป 4 สมัย
แม้จะไร้ความสำเร็จบนสังเวียนแข้งจากฤดูกาลก่อน หลังทีมต้นสังกัด "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลาลีกา สเปน ไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือแม้แต่รายการเดียว ทว่า คริสเตียโน โรนัลโด ปีกกัปตันทีมชาติโปรตุเกส ยังคงความเป็นสุดยอด "ดาวยิง" ในโลกของฟุตบอลเอาไว้ได้เหมือนเดิม เพราะสามารถรักษาบัลลังก์ดาวซัลโวสูงสุดของลีกลูกหนังยุโรปเอาไว้ได้อีกหนึ่งสมัย
เนื่องจากดาวเตะวัย 30 ปีรายนี้คว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของศึกลาลีกา สเปน ประจำฤดูกาล 2014/15 ด้วยจำนวน 48 ประตู พร้อมกับยึดรางวัลที่มีชื่อเรียกตามภาษาของเมืองกระทิงดุว่า "ปิชีชี โทรฟี" ไปครองได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน เพราะเคยหยิบรางวัลนี้มาเชยชมได้แล้วถึง 2 ครั้ง ในช่วงฤดูกาล 2010/11 และ 2013/14 นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพ "ราชันชุดขาว" ในปี 2009
นอกจากนี้ โรนัลโด ยังสามารถยึดบัลลังก์ "ดาวซัลโวสูงสุดของลีกลูกหนังยุโรป" ได้เป็นสมัยที่ 4 และเตรียมได้รับรางวัล "รองเท้าทองคำ" หรือที่เรียกกันตามชื่อภาษาอังกฤษว่า "ยูโรเปี้ยน โกลเดน ชู" ประจำฤดูกาล 2014/15 จากยูโรเปี้ยน สปอร์ตส์ มีเดีย หรืออีเอสเอ็ม ซึ่งเป็นสมาคมที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของบรรดานิตยสารฟุตบอลระดับชั้นนำในทวีปยุโรปที่ร่วมกันแจกรางวัลนี้เป็นประจำทุกปี
สำหรับ กฎกติกา การให้คะแนนนักฟุตบอลที่มีสิทธิ์คว้ารางวัล "รองเท้าทองคำ" จะวัดจากผลงานการยิงประตูในเกมฟุตบอลลีกที่ผู้เล่นแต่ละรายใช้ชีวิตค้าแข้งอยู่เป็นหลัก ซึ่งจะมีการนับคะแนนที่แตกต่างกันไป เพราะถ้าหากผู้เล่นคนใดสามารถซัลโวตาข่ายใน 5 ลีกลูกหนังที่มีมาตรฐานสูงที่สุดในยุโรป ไล่ตั้งแต่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีกา สเปน, กัลโช ซีรีส์ เอ อิตาลี, บุนเดสลีกา เยอรมนี และลีกเอิง ฝรั่งเศส ได้ 1 ประตูก็จะได้รับการคูณ 2 เข้าไปทันที ซึ่งเป็นไปตามค่าสัมประสิทธิ์ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ที่กำหนดเอาไว้มานานแล้ว แต่ถ้าเป็นในลีกอื่นๆ ก็จะมีคะแนนลดหลั่นลงไปตามมาตรฐานของแต่ละชาติ
ก่อนหน้านี้ โรนัลโด เคยได้ชูรางวัล "รองเท้าทองคำ" มาแล้วถึง 3 ครั้ง เริ่มจากสมัยที่ยังค้าแข้งให้ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ทีมเก่าในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล 2007/08 จากการยิงประตูไปได้มากถึง 31 ลูก ส่วนครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2010/11 จากการยิงประตูให้ "ราชันชุดขาว" ไปได้มากถึง 40 ลูก และครั้งที่ 3 เมื่อฤดูกาล 2013/14 จากการซัลโวให้ทีมต้นสังกัดปัจจุบันได้ทั้งหมด 31 ลูก จึงได้รับรางวัลนี้ร่วมกับ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยในสมัยที่ยิงประตูให้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ได้จำนวนเท่ากันพอดี ก่อนจะย้ายไปร่วมทัพ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา หลังจบฤดูกาลนั้น
ส่วนฤดูกาล 2014/15 โรนัลโด ได้รับคะแนนรวมมากที่สุด เนื่องจากศึกลาลีกา สเปน มีค่าสัมประสิทธิ์ที่ต้องคูณด้วย 2 และเมื่อซัลโวตาข่ายในลีกสูงสุดเมืองกระทิงดุได้มากถึง 48 ประตู จึงได้รับคะแนนมากที่สุดถึง 96 แต้ม ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี ดาวเตะกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ซึ่งเคยคว้ารางวัล "รองเท้าทองคำ" ได้ถึง 3 สมัย ในปี 2010, 2012 และ 2013 เข้าป้ายเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนนรวม 86 แต้ม จากการยิงประตูให้ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา ในลีกสูงสุดเมืองกระทิงดุได้ทั้งหมด 43 ประตู ด้านอันดับ 3 เป็นของ "เอล กุน" เซอร์จิโอ อาเกโร กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินา ในฐานะดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ที่ต้องคูณด้วย 2 จึงมีคะแนนรวม 52 แต้ม เพราะสามารถสอยตาข่ายให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี ได้ทั้งหมด 26 ลูก
ขณะที่อันดับ 4 ได้แก่ โจนาธาน โซเรียโน กองหน้าชาวสเปน ในฐานะดาวซัลโวลีกสูงสุดออสเตรีย ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ที่ต้องคูณด้วย 1.5 จึงมีคะแนนรวม 46.5 แต้ม เพราะสอยตาข่ายให้ เรดบูลส์ ซัลซ์บวร์ก ได้ทั้งหมด 31 ลูก ส่วนอันดับ 5 เป็นของ 4 กองหน้าฝีเท้าดีจาก 2 ลีกลูกหนังระดับชั้นนำของยุโรปตามค่าสัมประสิทธิ์ที่ต้องคูณด้วย 2 จึงมีคะแนนรวม 44 แต้มจากการยิงประตูให้ทีมต้นสังกัด 22 ลูก ได้แก่ 2 ดาวซัลโวร่วมแห่งศึกกัลโช ซีรีส์ เอ อิตาลี นั่นก็คือ เมาโร อินคาร์ดี กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินาของ "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน กับ ลูกา โทนี หัวหอกจอมเก๋าชาวอิตาเลียนของเวโรนา รวมถึง 2 ดาวเตะแห่งศึกลาลีกา สเปน อย่าง อองตวน กรีซมันน์ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสของ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด และ เนย์มาร์ หัวหอกทีมชาติบราซิลของบาร์เซโลนา นั่นเอง
ส่งผลให้ โรนัลโด ครองรางวัล "รองเท้าทองคำ" มากที่สุดถึง 4 สมัย เหนือกว่าคู่แข่งร่วมลีกเดียวกันอย่าง ลิโอเนล เมสซี ดาวเตะกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาของ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา อยู่หนึ่งครั้งนั่นเอง



