
ถอดถอน'นักการเมือง'ยากกว่าเดิม
ถอดถอน'นักการเมือง'ยากกว่าเดิม : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เคาะเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ในการพิจารณาปรับรายมาตรา นั่นคือ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กล่าวคือ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา จะดำเนินการถอดถอนโดยรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ ซึ่งต่างกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ใช้เสียงวุฒิสภา ไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (Impeachment) เป็นมาตรการลงโทษนักการเมืองที่ประยุกต์มาจากระบบแบ่งแยกอำนาจของสหรัฐอเมริกาและนำมาใช้กับรัฐธรรมนูญไทย ตั้งแต่ฉบับปี 2540 และ 2550 มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์ในการถอดนักการเมืองออกจากตำแหน่งและตัดสิทธิ์ทางการเมืองเท่านั้น ไม่มีโทษจำคุกหรือโทษปรับแต่อย่างใด
แต่ทว่า..ตั้งแต่นำมาตรการนี้มาใช้ ปรากฏว่ายังไม่เคยถอดถอนนักการเมืองได้แม้แต่คนเดียว แสดงว่ามาตรการนี้เมื่อนำมาใช้กับระบบการเมืองไทยที่เป็นระบบอุปถัมภ์ โดยให้วุฒิสภาเป็นผู้ลงมติถอดถอนตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ใช้ไม่ได้ผล บางคนบอกว่า เป็นเพราะใช้มติ 3 ใน 5 ซึ่งมากเกินไป
ด้วยเหตุนี้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงให้ รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับวุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาลงมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้ใช้มติเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม ซึ่งการลดสัดส่วนของมติการถอดถอนลงก็เพราะคาดหวังว่าจะทำให้การถอดถอนมีโอกาสประสบความสำเร็จ
ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมี ส.ส.จำนวน 450 คน โดยมี ส.ส.เขต จำนวน 300 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ส่วน ส.ว. มีจำนวน 200 คน แบ่งเป็น ส.ว. เลือกตั้ง 77 คน และ ส.ว.สรรหา 123 คน รวมเข้ากันแล้วสมาชิกรัฐสภามีจำนวน 650 คน ดังนั้นถ้าใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสองสภารวมกันในการถอดถอน ก็ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 325 เสียง
แต่ถ้าพิจารณาจากพฤติกรรมของนักการเมืองไทยในปัจจุบัน จะพบว่ามาตรการนี้จะไม่สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประพฤติมิชอบได้สำเร็จ
เพราะแม้ว่าจะลดสัดส่วนของเสียงในการถอดถอนลง จาก 3 ใน 5 เป็น 1 ใน 2 หรือครึ่งหนึ่ง ก็ตาม แต่ตามระบบเดิม คือ 3 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาน่าจะมีอิสระในการลงคะแนนเสียง ปลอดจากการครอบงำจากฝ่ายการเมืองมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เอาเข้าจริงก็ยังถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้สักคน
แต่คราวนี้มาเปลี่ยนเป็นใช้เสียงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาในการถอดถอน คือ ครึ่งหนึ่งของเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกัน ซึ่งเท่ากับว่าต้องพึ่งพาเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการถอดถอนอย่างมากด้วย เพราะลำพังเพียงเสียงของ ส.ว. ต่อให้ร่วมกันเทถอดถอนให้ทั้งหมด ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติอยู่แล้ว ก็ยังมีเพียง 200 เสียงเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะถอดถอนได้อยู่ดี
ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะถอดถอน นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล จึงอย่าได้คาดหวังว่าจะสำเร็จ เพราะถอดถอนได้ยากกว่าเดิมที่ใช้เสียงของวุฒิสภาเพียงอย่างเดียว
เมื่อการถอดถอน “นักการเมือง” ที่ประพฤติมิชอบ เป็นไปได้ยาก หากยังใช้ “สภา” เป็นตัวถอดถอน ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภาหรือรัฐสภา ตอนนี้จึงมีการเสนอว่าใช้ “ศาล” ซึ่งเป็นสถาบันตุลาการ ปลอดการเมือง เป็นผู้ถอดถอนน่าจะดีกว่า



