ข่าว

‘พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ’ข้อดี-ข้อเสีย...ดาบฟันม็อบ

‘พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ’ข้อดี-ข้อเสีย...ดาบฟันม็อบ

17 ก.ค. 2558

‘พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ’ ข้อดี-ข้อเสีย...ดาบฟันม็อบ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             “พระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.  2558” ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วเมื่อ 15 กรกฎาคม 2558 หมายถึงอีก 30 วัน จะมีผลบังคับใช้ได้จริง หลังจากตำรวจพยายามต่อสู้เพื่อกฎหมายปราบม็อบฉบับนี้มานานกว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี 2543…

             หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่า จะมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน “ดาบฟันม็อบ” ของตำรวจที่สามารถผลักดันออกมาสำเร็จในยุครัฐบาล คสช. หรือไม่ เพราะหากเป็นยุคของรัฐบาลพลเรือนคงได้เห็น “ม็อบ” ออกมาประท้วง “ดาบปราบม็อบ” อย่างแน่แท้ ! 

             โดยเฉพาะม็อบชาวบ้านที่เดือดร้อนและใช้วิธีชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมตามสถานที่ราชการทั่วประเทศ

             ทั้งนี้ เนื้อหาสำคัญของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ คือ

             1.ห้ามชุมนุมในพื้นที่รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล จะกระทำมิได้

             2.การชุมนุมต้องไม่กีดขวาง “ทางเข้าออก” หรือ รบกวนการใช้สถานที่ต่อไปนี้

- หน่วยงานรัฐ

- สนามบิน ท่าเรือ สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งสาธารณะ

- โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน

- สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ

- สถานที่ตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศ

             3.ผู้ชุมนุมต้อง “แจ้ง” ให้สถานีตำรวจท้องที่รับทราบก่อนไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

             4.โทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท

             5. “ผู้จัดการชุมนุม” เพิ่มโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท

             6.ถ้าขัดขวางการขนส่งสาธารณะหรือระบบสาธารณูปโภค โทษจำคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน

             7.ไม่ปิดบังหรืออำพรางตน

             เหตุผลของกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยยังมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่ให้ใช้เครื่องขยายเสียงช่วง 24.00-06.00 น.

             “การชุมนุมสาธารณะ” หมายถึง การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุนคัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่ และเป็นครั้งแรกที่มีการนิยามความหมายของ “แกนนำ” หรือ
“ผู้จัดการชุมนุม” หมายความว่า ผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะ และให้หมายความรวมถึงผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ และผู้ซึ่งเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมการชุมนุมสาธารณะโดยแสดงออกหรือมีพฤติการณ์ทําให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้จัดหรือร่วมจัดให้มีการชุมนุมนั้น

ข้อดี

             พล.ต.ต.วิชัย รัตนยศ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หนึ่งในผู้ร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้ อธิบายให้ฟังว่า หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าก่อนชุมนุมต้อง “ขออนุญาต” ตำรวจท้องที่เสียก่อน ที่จริงแล้วแค่ “แจ้ง” ให้ทราบก่อน 24 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะถือเป็นเรื่องดี ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้

             ส่วนฝ่ายที่กังวลว่าจะไม่มีที่ชุมนุมนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะในมาตรา 9 ได้ระบุให้ “หน่วยงานของรัฐ” อาจจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะได้ โดยไม่กระทบกระเทือนเสรีภาพของประชาชนคนอื่นๆ

             “ระหว่างร่างกฎหมายฉบับนี้ คณะทำงานได้เปรียบเทียบกับกฎหมายของหลายประเทศ บางประเทศกำหนดเลยว่า ถ้าคนมารวมกันตั้งแต่ 10 หรือ 20 คน ถึงเรียกว่าเป็นชุมนุม ในที่สุดได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องกำหนดดีกว่า เพราะจะสร้างความยุ่งยากในอนาคต หากใครมารวมกัน 2 คนขึ้นไปแล้วสร้างความวุ่นวาย รบกวนกีดขวางทางสาธารณะก็ใช้กฎหมายนี้ได้เลย  เพราะทุกอย่างต้องคำนึง 3 ฝ่ายคือ สิทธิผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุม”

             พล.ต.ต.วิชัย ชี้ให้เห็นถึงข้อดีจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งว่า ที่ผ่านมาม็อบการเมืองของไทยจะมี “ไอ้โม่ง” หรือคนที่สวมใส่หมวกไหมพรมหรืออุปกรณ์ปกปิดไม่ให้เห็นใบหน้า เพื่อปิดบังหรืออําพรางตัว เป็นการจงใจไม่ให้สามารถระบุตัวบุคคลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งกฎหมายเก่าไม่ได้ระบุความผิดไว้ แต่กฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดเลยว่าห้ามอำพรางตัว

             “ตอนนี้คงต้องรอดูว่าเมื่อมีการชุมนุม จะเอาไปบังคับใช้อย่างไรบ้าง แต่ช่วงที่มีรัฐบาลคสช.ในปัจจุบัน มีกฎหมายด้านความมั่นคงห้ามชุมนุมอยู่แล้ว คงต้องรอสักพักถึงจะเห็นข้อดีที่ชัดเจนของกฎหมายฉบับนี้”

ข้อเสีย

             ที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนคัดค้าน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาตลอด เพราะถือเป็นกฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และขัดกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดคุ้มครองสิทธิของชุมชนในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน

             เช่น ลูกจ้างแรงงานที่ประท้วงนายจ้างมักนัดชุมนุมในที่สาธารณะ หรือตามท้องถนนหน้าโรงงานหรือหน้าบริษัท หรือชาวบ้านที่ประท้วงโครงการทำลายสิ่งแวดล้อมมักไปสถานที่ราชการ

             “จินตนา แก้วขาว” หนึ่งในตัวแทนชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน บ้านกรูด เล่าว่า ตัวเองถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกรบกวนงานเลี้ยงของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จนถูกศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน แต่ได้ลดหย่อนโทษจำคุกจริงเหลือ 2 เดือนช่วงปลายปี 2554 

             จินตนา แสดงความคิดเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีข้อเสียสำคัญคือ การห้ามชุมนุมบริเวณสถานที่ราชการ เพราะเวลาที่ชาวบ้านเดือดร้อนนั้น ส่วนใหญ่จะรวมตัวกันแล้วไปร้องเรียนหรือยื่นหนังสือให้นายอำเภอ หรือองค์การบริหารส่วนตำบล หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ทราบปัญหา ถ้าต่อไปนี้ห้ามไปสถานที่ราชการแล้วชาวบ้านจะไปชุมนุมที่ใด ถ้าไปชุมนุมในสถานที่จัดให้แล้วนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจะออกมาพบหรือไม่

             “ถ้ามีกฎหมายห้ามไปที่ว่าการอำเภอ ก็ต้องมีข้อบังคับให้พวกข้าราชการต้องออกมารับรู้ปัญหา มาเจอชาวบ้าน มาแก้ไขความเดือดร้อนด้วย ถึงจะเรียกว่ายุติธรรม ถ้าพวกเราไปชุมนุมหน้าตลาดสด ข้าราชการคนไหนจะสนใจมาพบ แล้วการกำหนดบทลงโทษของผู้จัดการชุมนุมหรือแกนนำให้หนักกว่าคนอื่น ก็เป็นข้อเสียสำคัญ เพราะปกติแกนนำชาวบ้านทำหน้าที่ผู้ช่วยประสานงานทั้งสองฝ่าย ถ้าต่อไปนี้การชุมนุมไม่มีแกนนำจะยิ่งมั่วกันใหญ่ แกนนำก็เป็นหนึ่งในชาวบ้านผู้เดือดร้อนเหมือนกัน กฎหมายแบบนี้ถือว่าจำกัดสิทธิของประชาชน สิทธิในการมีส่วนร่วม จุดประสงค์เหมือนกับไม่อยากให้ชาวบ้านออกมาคัดค้านโครงการของรัฐ”

             ที่ผ่านมาชาวบ้านรวมตัวกันประท้วงโครงการทุจริต หรือโครงการทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติได้มากมาย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ตอนนี้ต้องรอว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะมีการบัญญัติถึงสิทธิชุมชนหรือไม่ กฎหมายจะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของชาวบ้านไม่ได้ ตัวแทนชาวบ้านกล่าวทิ้งท้ายว่า

             “ถ้าพวกเขาเดือดร้อนจริง ไม่มีทางออก ก็คงไปรวมตัวชุมนุมเหมือนเดิม คิดว่าไม่น่ามีใครกลัวกฎหมายฉบับนี้นะ ตำรวจมาจับ ก็ปล่อยให้จับไป ยังไงชีวิตก็เดือดร้อนอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อนคงไม่มาชุมนุม”