
ไทยใกล้ผ่านภัยแล้งคำมั่นรองอธิบดีกรมอุตุฯฝนมาหลังก.ค.
ไทยใกล้ผ่านภัยแล้ง คำมั่นรองอธิบดีกรมอุตุฯฝนมาหลังก.ค.
ปัญหาสภาวะ "ภัยแล้ง" ที่เกิดขึ้นในปีนี้ส่งผลให้คนไทยทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ซึ่งเรื่องดังกล่าวแม้รัฐบาลจะพยายามระดมมันสมอง และสรรพกำลังในทุกๆ ด้าน เพื่อคลายทุกข์ให้แก่ประชาชน แต่ดูเหมือนว่า ปัญหาภัยแล้งในปีนี้จะสาหัสเอาการ ภาพชาวบ้านหลายพื้นที่ขาดน้ำกินน้ำใช้ไม่ควรเกิดขึ้นกับเมืองที่ได้ชื่อว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว
ภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เกิดจากปัญหาสภาวะอากาศ "ฝนทิ้งช่วง" อย่างยาวนาน ทำให้ภัยแล้งลุกลามกระจายไปทั่วประเทศไทย ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลถึงน้ำในเขื่อนใหญ่มีปริมาณลดน้อยอยู่ในขั้นวิกฤติเช่นกัน
ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว "สงกรานต์ อักษร" รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้สัมภาษณ์พิเศษต่อ "อติชาต วงษ์วุฒิวัฒน์" ในรายการ “ชั่วโมงที่ 26” ทางสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ช่อง NOW26 ถึงสภาพอากาศปัจจุบัน และโอกาสที่จะเกิดฝนตกในประเทศไทยเป็นอย่างไร ว่า ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมจากนี้ไป หลังกรมอุตุฯ พบสัญญาณดีที่คาดว่าจะมีร่องมรสุมเกิดขึ้นทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล ทำให้มีแนวโน้มที่ดีว่า หลังกลางเดือนนี้ จะมีฝนเข้ามา แม้จะไม่ใช่พายุที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
ขณะที่การประเมินของกรมชลประทานในการบริหารปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้เพียงน้อยนิด ในแบบจำลองที่อยู่ในภาวะวิกฤติ(Worst Case Scenario) กล่าวคือ ทั้งเดือนกรกฎาคมจะไม่มีฝนตกเลย เพื่อมีปริมาณ้ำใช้ถึงกลางเดือนสิงหาคม ทั้งที่ในความเป็นจริง เราคาดการณ์จะมีฝนตกประมาณกลางเดือนกรกฎาคม และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา บอกถึงความเชื่อมั่นการพยากรณ์อากาศ จากวิทยาการและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าเป็นปี เดือน หรือในรอบสัปดาห์ ผลที่ได้จากการคำนวณตัวแปรด้วยคอมพิวเตอร์ จะถูกนำมาวิเคราะห์ตรวจสอบจากความรู้ทางวิชาการของนักอุตุนิยมวิทยาอีกรอบ เช่น การนำปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เกิดจากอุณหภูมิสูงขึ้นของทะเลที่ผิวมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีผลกับประเทศไทยเฉพาะต้นฤดูฝน มาพิจารณาประกอบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
“พบว่าเส้นทางเดินของพายุ จะเบนไปทางเหนือเมื่อใกล้ถึงชายฝั่ง ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากการศึกษาวิจัยจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาชั้นนำอย่าง สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ทำให้มีความเชื่อมั่น 90% และนี่คือสิ่งที่มีผลกระทบกับประเทศไทยอย่างชัดเจน” สงกรานต์ กล่าว
รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ขยายความถึงความคาดหมายที่ฝนจะตกหลังกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ว่า จะเริ่มต้นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้วแนวฝนจะลดระดับพื้นที่มาสู่ภาคกลาง โดยหวังว่าจะมีตัวแปรที่ทำให้เกิดพายุ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลน้ำในเขื่อนได้บ้าง และแม้ว่าฝนที่ตกนี้ จะตกท้ายเขื่อนก็ยังถือเป็นผลดี เพราะช่วยลดภาระการระบายน้ำในเขื่อน เช่น ฝนตกในกรุงเทพฯ ช่วยให้น้ำในคลองดันน้ำเค็มได้ หากตกเหนือเขื่อน ทำให้มีปริมาณกักเก็บเพิ่มขึ้น
“สิ่งหนึ่งที่อยากเข้าใจคือ ฝนที่ตก ไม่ได้พาดผ่านแนวยาว แต่จะตกเป็นพื้นที่ เช่น ฝนตกในกรุงเทพฯ อาจตกที่บางนา แต่ไม่ตกพระโขนง และยืนยันได้ว่า ฤดูฝนปีนี้ถือว่าไม่ล้มเหลว”
ส่วนพายุจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่า ไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้า แต่หากเกิดขึ้นแล้วจะสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ทุก 10 นาที กระทั่งพายุข้ามผ่านเกาะฟิลิปปินส์เมื่อใดก็จะมีโอกาสที่พายุจะเคลื่อนตัวเข้ามายังประเทศไทย และขณะนี้กำลังติดตามการก่อตัวของพายุ 1 ใน 3 จุด ที่เกิดขึ้นบริเวณเกาะลูซอน ฟิลิปปินส์ ว่ามีพัฒนาการอย่างไร
รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ทิ้งทายใน 2 เรื่อง คือ ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น มาจากน้ำที่กักเก็บไว้ตามเขื่อนใหญ่ และแหล่งน้ำต่างๆ มีปริมาณน้อยมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าป่าไม้ในเทือกเขาของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำคัญ ถูกทำลาย ถูกตัดโค่นอยู่เนืองๆ แม้การทำนายปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังหมดอิทธิพลต่อประเทศไทยในต้นปีหน้า แต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมากว่าจะซึมลงสู่แอ่งน้ำใต้ดินจนคืนความชุ่มชื้นอาจต้องใช้เวลาและไม่ทันใจใครบางคน
"ส่วนข้อกังวลในปลายเดือนตุลาคมนี้ว่า เขื่อนใหญ่ทั่วประเทศจะกักเก็บน้ำได้ปริมาณมากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้จำเป็นต้องติดตามกัน เพราะนี่อาจเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสุดท้ายของประเทศไทยที่ต้องใช้ในช่วงฤดูฝนปีหน้าก็เป็นได้"
ทั้งนี้ เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา เผยแพร่การเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา ลงวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและทางตะวันออกของมหาสุมทรแปซิฟิก เขตศูนย์สูตรส่วนใหญ่ มีค่าสูงกว่าค่าปกติ ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลที่อยู่ลึกจากผิวน้ำลงไปจนถึงระดับ 300 เมตร ยังคงมีค่าสูงกว่าค่าปกติ
สำหรับระบบบรรยากาศที่ระดับ 850 hPa ลมฝ่ายตะวันตกที่พัดปกคลุมเหนือน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงมีค่าผิดปกติ ทางด้านตะวันตก และตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่ระดับ 200 hPa บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นลมตะวันออก พัดปกคลุมและมีกำลังแรงกว่าปกติ และวิเคราะห์เป็น anticyclonic บริเวณกึ่งศูนย์สูตรทั้งในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้
การคาดหมาย เนื่องจากความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกและระบบบรรยากาศในเขตศูนย์สูตรมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติและแบบจำลองเชิงพลวัตแล้ว เป็นปรากฏการณ์เอลนีโญ และมีแนวโน้มว่าจะมีกำลังแรงขึ้น



