ข่าว

มุ่ง'การศึกษา'เชื่อมั่นในคุณค่าคนเป้าหมายหลักมูลนิธิเอสซีจี

มุ่ง'การศึกษา'เชื่อมั่นในคุณค่าคนเป้าหมายหลักมูลนิธิเอสซีจี

16 ก.ค. 2558

มุ่ง'การศึกษา'เชื่อมั่นในคุณค่าคนเป้าหมายหลัก'มูลนิธิเอสซีจี' : คมคิดจิตอาสา สุรัตน์ อัตตะ เรื่อง ทวีชัย จันทะวงศ์ ภาพ

              กว่า 50 ปีที่เอสซีจี (SCG) ได่ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาภายใต้ชื่อ ”มูลนิธิเอสซีจี” ที่มุ่งให้ความสำคัญกับชีวิตคนเป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าคนสำคัญที่สุด หากพัฒนาคนให้ดีมีคุณภาพ อย่างอื่นก็จะตามมา ไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จึงมุ่งเป้าไปที่การศึกษาของเด็ก เยาวชนและการพัฒนาอาชีพเป็นหลักสำคัญ โดยผ่านกิจกรรมใน 5 ด้าน ในทุกช่วงวัย ได้แก่ การให้ทุนการศึกษา การพัฒนาเด็กปฐมวัย การปลูกสร้างจิตสำนึกเยาวชน การส่งเสริมศักยภาพเยาวชนและการพัฒนาชุมชนและอาชีพอย่างยั่งยืน


              “การจะพัฒนาสิ่งใดต้องเริ่มต้นที่คนก่อน นี่คือเป้าหมายตั้งแต่แรกของมูลนิธิ เมื่อก่อนวิธีที่ง่ายที่สุดในการช่วยเหลือเรื่องคนก็คือ การให้ทุนการศึกษา โดยมุ่งไปที่กลุ่มเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน เนื่องจากทางบ้านมีความยากจนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองให้เขาได้มีโอกาสทางด้านการศึกษา”

              สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ย้อนอดีตความเป็นมาของมูลนิธิที่เริ่มต้นจากการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน โดยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการให้คัดเลือกเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาทั่วประเทศส่งให้มูลนิธิเพื่อให้ทุนการศึกษาแบบให้เปล่า โดยไม่มีภาระผูกพันจนกระทั่งจบการศึกษาในระดับสูงสุด

              จากวันนั้นถึงวันนี้มีเด็กนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิเอสซีจีไปแล้วกว่า 66,000 คน โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 1,000 คน จากทั้งหมด 18 ประเภททุน โดยแต่ละทุนมีจำนวนเงินระหว่าง 10,000-25,000 ต่อคนต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทของทุน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ได้รับทุนนั้น เด็กนักเรียนที่ได้รับทุนจะต้องรายงานผลการศึกษาและความประพฤติ โดยผ่านความเห็นชอบจากทางโรงเรียน พร้อมเขียนเรียงความหัวข้อการทำประโยชน์เพื่อสังคมส่งให้แก่มูลนิธิด้วย
  
              “เริ่มแรกให้ทุนยากจนเป็นหลัก ต่อมาก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย อย่างตอนนี้เราโฟกัสมาที่อาชีวะ โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทำอย่างไรให้เด็กหันมาเรียนอาชีวะมากขึ้น ปรับภาพลักษณ์จากเด็กตีกัน พ่อแม่จึงไม่อยากส่งลูกไปเรียน มูลนิธิก็มาเน้นให้ทุนกลุ่มนี้มากขึ้น เพราะมั่นใจว่าเด็กจบมาต้องมีงานทำ”

              จากทุนการศึกษาเริ่มแรกที่ก้าวมาสู่ปัจจุบัน จากนั้นได้ขยายโครงการมาที่การพัฒนาเด็กปฐมวัย เพราะเชื่อว่าการพัฒนาสมองทุกๆ อย่างตั้งแต่สติปัญญา คุณธรรมจริยธรรม จะเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึงอายุ 6 ขวบ โดยผ่านกิจกรรมเทศกาลเล่านิทานในสวนที่จัดขึ้นเป็นประจำทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

              ผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี เปิดเผยว่า สำหรับเทศกาลเล่านิทานในสวนนั้นได้เริ่มมาประมาณ 4 ปีแล้ว โดยสองปีแรกได้นำหนังสือที่ได้รับจากการบริจาคมากระตุ้นให้เด็กๆ รักการอ่าน จากนั้นจึงผลิตหนังสือเอง โดยซื้อลิขสิทธิ์หนังสือสำหรับเด็กจากต่างประเทศมาแปลเพื่อแจกจ่ายให้สถานศึกษา รวมทั้งจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจในราคาถูก เพื่อจะได้นำเงินส่วนนี้มาเป็นกองทุนในการดำเนินกิจกรรมต่อไป

              นอกจากนี้ยังจัดทำหนังสือสำหรับเด็กพิการทางสายตา โดยร่วมกับโรงเรียนคนตาบอดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในการดำเนินการจัดทำหนังสือภาพเล่มแรกของประเทศและจัดทำต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเน้นเด็กปฐมวัยมีอายุไม่เกิน 7 ขวบ เพื่อพัฒนาเด็กพิการทางสายตาให้มีนิสัยรักการอ่าน

              “ตอนนี้เราใช้สวนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ในการจัดกิจกรรม เช่น สวนรถไฟ สวนลุมพินี สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บางครั้งก็ไปจัดที่ รพ.ศิริราช ส่วนต่างจังหวัดจัดที่เชียงใหม่ โดยร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในอนาคตก็จะขยายไปตามภูมิภาคต่างๆ ด้วย เป้าหมายคือ เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ มีนิสัยรักการอ่านและเป็นการจุดประกายให้มีการขยายผลมากขึ้นเรื่อยๆ“

              หลังการพัฒนาเด็กปฐมวัย จากนั้นก็เข้าสู่เยาวชน ที่มีการศึกษาในระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย โดยเน้นกิจกรรมในการปลูกสร้างจิตสำนึก เน้นความมีจิตอาสา ควบคู่คุณธรรมจริยธรรมผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้โครงการปัญญาชนทำดีทะลุตำรา โดยให้นิสิตนักศึกษารวมกลุ่มนำความรู้ในสาขาที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อไปทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนหรือสังคม ในรูปแบบของกิจกรรมค่ายอาสาที่มาจากความต้องการของคนในชุมชน

              สุวิมล บอกว่า โครงการนี้จะมุ่งสร้างจิตสำนึกให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วยการมีจิตอาสาให้รู้จักแบ่งปันเพื่อสังคม โดยส่งเสริมให้กลุ่มเยาวชนเหล่านี้ได้ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมในระหว่างการศึกษา ก่อนจะออกไปสู่ชีวิตการทำงานจริง โดยมูลนิธิจะสนับสนุนในเรื่องเงินทุนโครงการละ 1 แสนบาท เฉลี่ยปีละประมาณ 20-30 โครงการ โดยผ่านการคัดเลือกจากโครงการที่นิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ จากทั่วประเทศส่งเข้ามานับร้อยโครงการในแต่ละปี

              “โครงการนี้มีกฎอยู่ว่า น้องเรียนสาขาอะไร ต้องใช้ความรู้ในสาขานั้นไปจัดกิจกรรม อย่างน้องเรียนบัญชี ก็ไปสอนการทำบัญชีรักษาป่า สอนทำบัญชีครัวเรือน น้องเรียนวิศวะก็ไปสร้างอาคารเรียนให้ชุมชน เรียนการละครก็ไปแสดงละครพิเศษให้เด็กๆ ดู บางโครงการก็มีลักษณะเฉพาะ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างเช่น โครงการปัน ปั่น ปั้นของนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี ปันคือแบ่งปัน ปั่นคือปั่นจักรยาน ปั้นคือปั้นคนดี น้องๆ ไปทำที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ถือเป็นตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จดีมากในการทำงานร่วมกับชุมชน”

              จากโครงการปลูกจิตสำนึกก็ก้าวมาสู่การส่งเสริมศักยภาพของเยาวชน โดยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่นกัน ผู้จัดการมูลนิธิบอกว่า โครงการนี้ได้ทำต่อเนื่องมาเป็น 10 ปีแล้ว โดยเน้นผลงานด้านศิลปะ วรรณกรรม การละครร่วมกับสถาบันที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดกิจกรรม โดยจัดประกวดผลงานทุกปีๆ ครั้ง ภายใต้ชื่อ ยังไทย อาร์ติสท์ อวอร์ด หรือยุวศิลปินไทย ปัจจุบันมีผู้ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงในสังคมมากมายที่เป็นดอกผลจากโครงการดังกล่าว

              “อย่างการถ่ายภาพก็จะร่วมกับทางลาดกระบัง ม.กรุงเทพ หรือนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แล้วแต่ว่าปีนั้นจะร่วมกับใคร สาขาวรรณกรรมก็จะร่วมกับสมาคมนักเขียน วาดรูปสามมิติร่วมกับศิลปากร ส่วนดุริยางค์ร่วมกับมหิดล โดยผู้สมัครจะต้องเป็นเด็กมหาวิทยาลัยที่สนใจและยังเรียนไม่จบ กรรมการตัดสินผลงานก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ อย่างสาขาวรรณกรรมมีคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คุณประภัสสร เสวิกุล นายกสมาคมนักเขียน โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 3 แสน พร้อมประกาศนียบัตรและนำผลงานไปจัดแสดงที่หอศิลป์เจ้าฟ้าอีกด้วย”

              ผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจียังกล่าวถึงโครงการพัฒนาชุมชนและอาชีพ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนด้วยกองทุนสัมมนาชีพที่เข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ประสบปัญหาในด้านต่างๆ โดยโครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ประเทศไทยประสบภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ ทำให้มูลนิธิร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรต้องระดมสิ่งของที่จำเป็นช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมุ่งไปที่เครื่องมือการประกอบอาชีพเป็นสำคัญ ภายใต้โครงการอู่ซ่อมสร้างเรือจากผลกระทบภัยพิบัติ

              “จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ก็คือตอนเกิดสึนามิ สิ่งแรกที่ทุกคนเข้าไปช่วยเหลือการบริจาคสิ่งของ อาหารการกิน แต่จริงๆ แล้วคนที่ประสบภัยเขาต้องการคือเครื่องมือในการประกอบอาชีพ นั่นก็คือเรือประมง จึงมีโครงการอู่ซ่อมสร้างเรือขึ้นมา โดยร่วมกับเครือข่ายซ่อมเรือให้ พร้อมให้เงินก้อนแรกเพื่อตั้งเป็นกองทุนสัมมาชีพให้ชาวบ้านกู้ยืมสำหรับซื้อเรือลำใหม่ที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งนี้”

              หลังประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามีในแถบชายฝั่งอันดามัน อีก 5 ปีต่อมาโครงการนี้ก็นำมาใช้ประโยชน์อีกครั้งหลังชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำประมงพื้นบ้านรอบทะเลสาบสงขลาต้องประสบปัญหาพายุดีเปรสชันพัดถล่ม จนได้รับความเสียหายอย่างย่อยยับ โดยเฉพาะพื้นที่ใน ต.บ้านช่องฟืน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง และบ้านคูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา

              “เสร็จจากสึนามิก็มาที่บ้านช่องฟืน บ้านคูขุด ก็ใช้รูปแบบเดียวกัน ทั้งโครงการอู่ซ่อมสร้างเรือและกองทุนสัมมาชีพ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบให้แก่พื้นที่รอบทะเลสาบในทุกวันนี้”

              ไม่เพียงการช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาผู้ประสบภัยพิบัติเท่านั้น แต่โครงการพัฒนาอาชีพและชุมชนยังขยายผลไปสู่ภูมิภาคอื่นด้วยมิติทางสังคมที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะภาคอีสานจะเน้นการฟื้นฟูด้านอาชีพที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน อย่างเช่นการสนับสนุนผลิตผ้าย้อมคราม ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้ามัดย้อมให้แก่คนในชุมชนเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาในการสร้างอาชีพและรายได้ ในขณะที่ภาคเหนือก็จะเน้นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ โดยร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ปลูกสร้างจิตสำนึกให้แก่ชาวบ้านและกลุ่มเยาวชนในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ 

              “ในทุกพื้นที่เราจะทำงานร่วมกับผู้นำเครือข่ายชาวบ้าน เราโชคดีที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง ทำให้การทำงานประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ จากการติดตามประเมินผลพบว่า บางพื้นที่ได้ขยายผลต่อยอดไปสู่เยาวชนด้วย อย่างที่ตรังก็มีการจัดทำหลักสูตรตรังศึกษาสอนในโรงเรียน ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ รู้จักหวงแหนทรัพยากรทางทะเล หรือที่อินแปง สกลนคร นำเยาวชนในพื้นที่มาเรียนรู้การทำผ้าย้อมคราม เช่นเดียวกับที่น่าน มีศูนย์เรียนรู้โจ้โก้ เครือข่ายคนฮักน่าน” สุวิมล กล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ

              การวางเป้าพัฒนาคนโดยมุ่งเน้นการศึกษาในทุกช่วงวัยของมูลนิธิเอสซีจี (SCG) นับเป็นก้าวแห่งความท้าทาย ในการเดินสู่เป้าหมายตามพันธกิจที่เชื่อมั่นในคุณค่าของคน


สมาคมนักข่าวฯร่วมมูลนิธิเอสซีจีแจกทุนต่อเนื่อง

              วันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร-ธิดาสื่อมวลชนว่า ต้องขอบคุณมูลนิธิเอสซีจี ที่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาแก่เยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ที่ผ่านมาสมาคมได้รับความอนุเคราะห์ทุนการศึกษาจากมูลนิธิมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 8 ปีติดต่อกัน โดยเป็นทุนต่อเนื่องเริ่มตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงปริญญาตรี

              “สมาคมมีการแจกทุนให้แก่บุตรและธิดาของสมาชิกทุกปี เป็นทุนต่อเนื่องปีละ 10 ทุน โดยมูลนิธิเอสซีจีร่วมกับสมาคมนักข่าวฯ และอีกทุนเป็นทุนปีต่อปีของสมาคมเองปีละ 100 กว่าทุน ซึ่งต้องขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีอีกครั้งที่ให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาแก่เยาวชนอนาคตของชาติ”

              นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวต่อว่า ไม่เพียงแค่เรื่องทุนการศึกษาเท่านั้นที่ทางสมาคมร่วมกับมูนิธิเอสซีจี แต่ในอนาคตจะมีการกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกันอีก อย่างเช่นอาจนำบุตรธิดาของสมาชิกไปเยี่ยมชนโรงงานของเอสซีจี ตามที่ต่างๆ เพื่อจุดประกายความคิดและเปิดโอกาสให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ในกระบวนการผลิต หรือเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางมูลนิธิดำเนินการจัดขึ้น เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการทำงานเพื่อสังคมในอนาคตต่อไป