ข่าว

 ‘ประยุทธ์’ปลื้มสวดมนต์ขอฝนตกหลายพื้นที่

‘ประยุทธ์’ปลื้มสวดมนต์ขอฝนตกหลายพื้นที่

15 ก.ค. 2558

‘ประยุทธ์’ปลื้มสวดมนต์ขอฝนตกหลายพื้นที่ แจงเหตุ‘ประวิตร’เบรกซื้อเรือดำน้ำทร.ขอแจงปชช.ก่อน

                15ก.ค.58 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสถาณการภัยแล้ง หลังจากเมื่อคืนวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมามีฝนตกในหลายพื้นที่ว่า ตนยอมรับว่าดีใจ เมื่อคืนก็สวดมนต์ขอพระพิรุณ ขอให้ทุกคน ขอให้ประเทศชาติปลอดภัย ขอให้ประเทศชาติสงบสุข ขอให้สื่อน่ารัก ขอทุกวัน ไม่ได้พูดเล่น

                เมื่อถามว่า ได้มีการส่งกำลังทหารไปช่วยในพื้นที่แล้งในการขุดคลองอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารไปนานแล้ว มีแผนงานอยู่แล้ว ที่ไปเจาะบ่อบาดาลก็มีเจ้าหน้าที่ทหารไปด้วย ส่วนที่บางพื้นที่ที่ไม่ได้ลงไปทำเพราะว่า บางพื้นที่ขุดลอกคูคลองได้ บางพื้นที่เก็บกักน้ำไม่ได้ ไม่ใช่ตรงไหนก็ทำได้ และงบประมาณมีหรือไม่ และเครื่องไม้เครื่องมือเรามีเพียงพอหรือไม่ มีเครื่องมือขุดเจาะกี่ตัว อยู่ที่ไหนบ้าง ก็รวบรวมมากำหนดเป้าหมาย 500 บ่อ ใครจะรับผิดชอบตรงไหนบ้าง เขาทำกันแบบนี้

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า อยากให้ถามอะไรให้มันสร้างสรรค์ดีกว่า ขุดแล้วเป็นอย่างไร ดีขึ้นไหม แบบนี้ตอบง่าย ถ้าถามว่า มันแล้งจะทำอย่างไร ก็มันแล้งไง เข้าใจคำว่าแล้งไหม เราต้องทำให้คนอยู่ได้ก่อน ประทังชีวิตและการเกษตรไปก่อน เมื่อเราประทังการเกษตรไม่ไหว ก็ต้องยอมรับ เพราะคนเดือดร้อนสำคัญกว่า มันก็ต้องเลือกหรือแบ่งขั้นตอนช่วงที่แล้วทำมาได้ก็ทำมา รักษาทั้งสองส่วน พอวันนี้เริ่มเดือดร้อนการประปาก็ต้องดูการเกษตร ว่าจะเอาอย่างไร ต้องชั่งน้ำหนัก

                “เพราะฉะนั้นการเกษตร ผมก็อยากบอกว่า ผมไม่ได้ไปรังเกียจรังงอน ผมสงสารท่านมากกว่า แต่มันจนใจจริงๆ ถ้าท่านจะทำก็ต้องรอน้ำฝน ไม่เช่นนั้นท่านลงทุนไปแล้วมันก็เสียหาย มันไม่ได้ประโยชน์ เดี๋ยวก็ไปหากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีใครเดือดร้อนก็บอกมา ท่านต้องเป็นกลุ่มให้ได้ว่าตรงนี้เดือดร้อน ไม่ใช่คนหนึ่งมาร้อง แล้วมาอีกคนหนึ่ง ไม่รู้จะช่วยตรงไหน เอาคนละบ่อหรือ รวมแปลงนา รวมพื้นที่ สิ่งที่เราจัดนี่คือการโซนนิ่งไง เราก็จะรู้แล้วว่าตรงไหนควรปลูกพืชน้ำมาก น้ำน้อย นี่คือเวลาพลิกวิกฤติเป็นโอกาส สร้างการรับรู้ ให้เขารู้ว่าต่อไปทำนาไม่ได้แล้วนะ มันนอกเขตชลประทาน ถ้าในเขตก็ทำไร่ แต่ถ้าน้ำไม่มาก็ไม่มีเหมือนกัน คนทุกจะได้ปรับเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นทุกคนก็บอกว่าไปห้ามเขาทำนาแล้วเขาจะทำอะไร พูดอย่างนี้มันไม่จบ มันเสียหายหมด สรุปคือชาวนายังทำงานต่อไป ถึงมันจะทำปีละสามครั้ง ได้ผลประโยชน์ครั้งเดียว ท่านก็เชียร์เขาทำต่อไปก็แล้วกัน ผมรับผิดชอบให้ไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลก็เตรียมแผนงานในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เตรียมพื้นที่ให้ปลูก เตรียมข้อมูลว่าพื้นที่ไหนควรปลูกพืชอะไร ถ้าเป็นพืชป้อนโรงงานจะเป็นตรงไหน ให้เกิดธุรกิจในชุมชน ชาวไร่ชาวนามีเงิน สหกรณ์มีเงินไปซื้อของมาเก็บ มาแปรรูป ประชาชนจะได้เข้มแข็ง เขาเรียกว่าให้เบ็ดแล้วให้วิธีการตกปลาด้วย แต่วันนี้ปลาไม่มีตกเพราะฝนแล้ง ก็ต้องหาปลามาแจก คือต้องช่วยเหลือคนเดือดร้อน คิดแบบนี้จะได้ไปด้วยกันได้ ถ้าตนทำอะไรไม่ดีก็บอกมา ถ้าบอกแล้วยังไม่แก้ ก็ค่อยด่าตน นี่พอแตะปั๊บก็ด่าหมด ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ทำไม่ได้ อย่าว่าตนเลย ถึงมีอำนาจเต็มก็ทำไม่ได้ เพราะความขัดแย้งมันสูง ใครจะอยากให้ขัดแย้งเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มาบอกว่าไม่กล้าทำ ถ้าไม่กล้ามาไม่มายืนตรงนี้


แจงประวิตรเบรกซื้อเรือดำน้ำทร.ขอแจงปชช.ก่อน

                พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ชะลอการเสนอโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือว่า เป็นความต้องการให้กองทัพเรือนำข้อมูลที่ศึกษาถึงความจำเป็นมาระยะหนึ่งไปชี้แจงให้ประชาชน และหลายฝ่ายเข้าใจก่อน อย่างไรก็ตามจากที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ปาฐากถา ในการประชุมทางวิชาการกองทัพเรือครั้งที่ 8  เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่า นายสุรินทร์ ไม่ได้เอ่ยถึงเรือดำน้ำ แต่สิ่งที่พูดก็สนับสนุนให้เห็นว่า เรามีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อดูแลเส้นทางทางทะเล และผลประโยชน์ทางทะเลของเรา


ปลอบม็อบอย่ากลัวพ.ร.บ.ขุมนุมสาธารณะ

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีราชกิจานุเบกษาลงประกาศพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณ พ.ศ.2558 โดยการชุมนุมจากนี้ไปต้องขออนุญาติจากพนักงานฝ่ายปกครองหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของรัฐ ว่า กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้หลังจากลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 30 วัน ซึ่งจะบังคับใช้กับผู้ชุมนุมทุกกลุ่มหลายประเทศในโลกก็ใช้มีกฎหมายนี้ อย่าไปมองในแง่ที่เจ้าหน้าที่จะจำกัดสิทธิ์ใดๆ ถ้าการชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยบริสุทธิ์ ไม่ใช้ความรุนแรง หรือมีอาวุธ เป็นการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยก็ทำได้หมด ใครจะไปห้าม เว้นแต่เจตนาไม่บริสุทธิ์เท่านั้นที่พร้อมจะขยายความรุนแรงให้เกิดขึ้น ซึ่งเราก็เห็นบทเรียนมาแล้วไม่ใช่หรือ


                “ฉะนั้นผมไม่ได้เกรงว่าวันนี้จะมีใครมาต่อต้านตัวผม เพราะผมไม่ได้ทำอะไรที่รุนแรงอยู่แล้ว ผมมาเพื่อที่จะแก้ปัญหา แต่ก็คิดว่าการต่อต้านก็มีบ้างเป็นธรรมดา แต่ต้องนึกถึงคนอีก 60 กว่าล้านคนเขาว่าอย่างไร อย่าไปเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ทั้งหมดมันไม่ได้หรอก วันนี้สถานการณ์ก็เป็นอย่างนี้อยู่ ผมคิดว่ากฎหมายการชุมนุมที่ออกมานี้ไปว่ากันรัฐบาลหน้าโน้นสำคัญที่สุดเขาจะอยู่กันได้อย่างไร ถ้ามีกฎหมายตัวนี้ความสงบเรียบร้อยน่าจะดีขึ้นหรือไม่ ก็ไปหามาตรการดูเจ้าหน้าที่จะทำอย่างไรให้เกิดการถ่วงดุลอะไรต่างๆไปว่ามา ซึ่งคิดว่าคนก็อยากจะทำให้สงบ และภาระเจ้าหน้าที่ก็เยอะทำอย่างไรภาระของเจ้าหนาที่จะลดลง การชุมนุมจะปลอดภัย การชุมนุมไม่ยืดเยื้อ ผมเห็นในต่างประเทศเขาไม่ชุมนุมกันเยอะขนาดนี้ ประเทศที่ผมไปล่าสุดเขามีการชุมนุม มีอาณาเขตชัดเจน หน้าสภา หน้าทำเนียบ จำนวนหนึ่งของผู้ชุมนุมอนุญาติให้เข้าข้างใน หากจะชุมนุมเพิ่ม ผู้ชุมนุมเดิมต้องกลับบ้านไป เขามีระเบียบได้ แต่เราชุมนุมเอาคนเยอะเข้าไว้ ไม่ได้ มันวุ่นวายอย่างอื่น ผมไม่ได้หมายความว่าทำเพื่อวันนี้ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนเสนอขึ้นมา ครม.พิจารณามีประโยชน์แม้จะมีความเห็นขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องการพิจารณาของ สนช.ผมไม่ได้ไปสั่งให้ผ่านหรือไม่ผ่าน เมื่อทุกคนลงความจะต้องมี ก็มีไปสิ มันเดือดร้อนใครอย่างไรหรือเปล่า ถ้าชุมนุมตามปกติของรัฐธรรมนูญก็ทำได้ เพียงแต่ขออนุญาติให้ชัดเจน อย่าให้ยืดเยื้อ หรือใช้ประโยชน์ไปทางด้านอื่นๆอีก อย่าไปกลัวเลย”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นักเรียนอาชีวะออกมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มาสิก็โอเค ต้องขอบคุณ เพียงแต่ขออย่าให้เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเคยบอกว่าเป็นห่วงผู้สนับสนุนกับคนไม่สนับสนุนจะปะทะกัน ได้ขอร้องไป เขาก็รับปากแล้ว เขาจะสนับสนุนในทางสันติ ตนไม่อยากให้มาตีกันอีก นักเรียนนักศึกษาตีกันมาจะเกิดอะไรขึ้นมา แม้จะตีเข้าข้างตนเองก็ไม่เห็นด้วย ต้องใช้สันติวิธีเดินหน้าประเทศไทยให้ได้ วิธีการดีที่สุดคือต่างคนต่างช่วยกันพูดนักศึกษาขอร้องกันเอง นักศึกษาที่อยู่ตรงกลางไปคุยกับน้องๆว่าจะเอาอย่างไร แต่ส่วนหนึ่งก็พยายามไปขุดปีโน้นปีนี้ขึ้นมา มันเหมือนกันที่ไหนอยากให้มันเกิดมาหรืออย่างไรขอถามหน่อย เขียนแบบนี้ทำนองระวังจะเกิดเหมือนปี 35 ปีนี้ ปีนั้น อะไรของท่าน

 
โปรดเกล้าฯรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขแล้ว



                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่  1) ได้ลงประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว  โดยมีเนื้อหาระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)

                พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

                มาตรา ๑ รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘”

                มาตรา ๒ รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

                มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความใน (๔) ของมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                “(๔) ไม่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”

                มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคหกของมาตรา ๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

                “การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พระมหากษัตริย์ จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระทำต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้”

                มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                “มาตรา ๓๗ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง ในการนี้

                คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่คำขอ แก้ไขเพิ่มเติมมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นจำ นวนมากหรืออาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างของร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ภายใน กำหนดเวลาดังกล่าว คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีมติให้ขยายระยะเวลาพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมออกไปได้อีกครั้งหนึ่งซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาพิจารณาคำขอแก้ไข เพิ่มเติมดังกล่าว และให้แจ้งมติขยายระยะเวลาพร้อมเหตุผลให้สภาปฏิรูปแห่งชาติทราบก่อนครบ

                กำหนดเวลานั้นด้วย เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งแล้วให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วให้สภาปฏิรูปแห่งชาติรอไว้สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับภายในสามวันนับแต่วันที่ครบกำหนดดังกล่าว ในการนี้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ มิได้ เว้นแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้แก้ไขเฉพาะในกรณีพบเห็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสำคัญและจำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน

                เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสอง ให้แจ้งคณะรัฐมนตรีทราบและให้คณะรัฐมนตรีแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยเร็ว โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ให้นำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดและบทกำหนดโทษมาใช้บังคับแก่การดำเนินการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญนี้ด้วยการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมพร้อมไปในคราวเดียวกันด้วย สภาละไม่เกินหนึ่งประเด็น ก็ได้

                ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอประเด็นดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยกับประเด็นใด ให้แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติและให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติสำหรับประเด็นนั้นในคราวเดียวกันกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยในกรณีดังกล่าวนี้ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์การมีมติเสนอประเด็นตามวรรคสี่ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติกระทำในวันเดียวกับการมีมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติภายในสามวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติตามวรรคสี่ซึ่งต้องไม่เร็วกว่าสามสิบวันแต่ไม่ช้ากว่าสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิ ออกเสียงประชามติได้ไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และภายใต้บังคับมาตรา ๓๗/๑ ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป”

                มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๗/๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

                 “มาตรา ๓๗/๑ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๗ วรรคสี่ และเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับประเด็นดังกล่าว และมีผลให้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ แล้วส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าเป็นการชอบด้วยกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าได้มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบทบัญญัติใดยังไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติและได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญคืนให้แก่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วซึ่งต้องทำให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อไปตาม

                มาตรา ๓๗วรรคเจ็ด โดยให้นับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมสมบูรณ์แล้ว”

                มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๘ และมาตรา ๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๓๘ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นอันสิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด (๒) สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จตามมาตรา ๓๗ ไม่ว่าจะมีมติเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ตามมาตรา ๓๔ หรือเมื่อมีกรณีตาม (๑) หรือเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลงด้วย แต่มิให้นำมาตรา ๓๓ วรรคสอง มาใช้บังคับ แก่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุดังกล่าว มาตรา ๓๙ ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุดลง ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเว้นแต่จะมีประชามติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีเช่นนั้น ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ แต่ในกรณีที่มีประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่จำเป็นเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นั้นในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุดลงหากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งในระหว่างนั้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ และให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่างโดยเร็ว โดยมิให้นำมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่งวรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับ”

                มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๙/๑ มาตรา ๓๙/๒ และมาตรา ๓๙/๓ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

                “มาตรา ๓๙/๑ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง หรือนับแต่วันที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๓๙ หรือนับแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปตามมาตรา ๓๗ วรรคแปด แล้วแต่กรณี ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบคน เพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง โดยให้นำมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญรับฟังความคิดเห็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประชาชน ประกอบด้วย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และภายในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำหนดเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้แจ้งคณะรัฐมนตรีทราบ และให้คณะรัฐมนตรีแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยเร็ว โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้นำ มาตรา ๓๗ วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก วรรคเจ็ด และวรรคแปด มาตรา ๓๗/๑ และมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙/๒ เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงตามมาตรา ๓๘ มิให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้อีก และให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อดำเนินการ ให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คำนึงถึงความสำคัญ เร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ และให้นำมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยคนซึ่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี โดยให้แต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่เกินสองคน ทั้งนี้ตามมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้นำมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับแก่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยอนุโลม แต่การวินิจฉัยตามมาตรา ๙ วรรคสอง ให้เป็นอำนาจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มาตรา ๓๙/๓ ให้นำมาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ มาใช้บังคับแก่ประธาน รองประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และประธานและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม”

                มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในวรรคห้าของมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                “เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และให้นำมาตรา ๓๗ วรรคแปด มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

                ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี