ข่าว

ผบ.ตร.ฉุนถูกประณามยินดี'แจ๊ด'รอดคุก

ผบ.ตร.ฉุนถูกประณามยินดี'แจ๊ด'รอดคุก

15 ก.ค. 2558

ผบ.ตร.ฉุนบางสื่อเขียนประณามยินดี 'คำรณวิทย์' ชี้แสดงออกในฐานะคนไทย ผิดตรงไหน ถามกลับจะให้เยาะเย้ยสมน้ำหน้า มึงโง่ มึงเซ่อ อย่างนั้นหรือ ซัด อย่าคับแคบ-จิตใจอคติ

 
                    15 ก.ค. 58  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น. เดินทางกลับถึงประเทศไทย ว่า ตอนนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ในการเข้ามาให้รายละเอียดในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อยากฝากไปถึงสื่อบางฉบับว่าสิ่งที่ตนพูดไปก่อนหน้านี้ว่าขอแสดงความยินดีที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เดินทางกลับมาประเทศไทยนั้น ตนพูดไปในฐานะคนไทยที่รู้สึกยินดีกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แต่อาจจะมีคนอื่นมองในทางกลับกัน มองว่าตนแสดงออกหรือยินดีปรีดากับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ อย่างออกหน้าออกตาเหมือนกับเป็นพวกเดียวกัน อยากบอกว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน จึงเป็นห่วงเป็นใยในฐานะคนไทยคนหนึ่ง
 
                    "ผมเป็นห่วงเป็นใยในฐานะที่ท่านเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการที่คนไทยจะห่วงใยกันมันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ถ้าผมแสดงออกซึ่งอาการเยาะเย้ย เย้ยหยัน สังคมก็จะประณามผม แต่ถ้าผมแสดงออกด้วยความห่วงใย ผมก็ไม่ทราบว่ามันจะมีอะไรที่ดีกว่านี้ เพราะฉะนั้นสื่อบางฉบับที่นำเสนอว่าผมกระดี๊กระด๊า หรือออกหน้าออกตากรณีที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้รับการปล่อยตัวจากพนักงานอัยการญี่ปุ่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมอยู่ในฐานะนักกฎหมายหรือผู้รักษากฎหมายไม่ควรจะกระทำนั้่น ผมอยากจะย้อนถามว่าผมมีสิ่งใดหรือมีอะไรที่ควรจะทำมากกว่านี้ หรือจะให้ผมบอกว่าสมน้ำหน้าคำรณวิทย์ มึงโง่ มึงเซ่อ อย่างนั้นหรือ ขอฝากไปถึงสื่อที่เขียนถึงผมในเรื่องนี้ด้วย อย่าคับแคบ อย่ามีจิตใจอคติ คนไทยด้วยกันไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนต้องห่วงใยกัน เขาไปตกทุกข์ได้ยาก ผมแสดงความห่วงใย ผมผิดตรงไหนหรือ ผมไม่ต้องบอกนะครับว่าสื่อฉบับไหนที่เขียน อย่าอคติอย่าคับแคบนักเลย เขียนด่าผมมาตลอด เพราะผมไม่ทำตามใจคุณใช่ไหม ผมไม่เต้นตามคุณใช่ไหม ผมบอกเลยว่าผมเต้นไม่เป็น ยิ่งขอให้ผมทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผมยิ่งไม่ทำตามใจคุณ จำไว้ด้วย" ผบ.ตร.กล่าวด้วยน้ำเสียง และสีหน้าโมโห
 
 
 
ตั้ง 'จรัมพร' ตรวจพิสูจน์เหตุเสี่ยรับเหมาหมื่นล้านเสียชีวิต
 
 
                    พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงกรณีญาติของนายชูวงษ์ แซ่ตั้ง อายุ 50 ปี มหาเศรษฐีหมื่นล้าน เจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต ที่บริเวณซอยเฉลิมพระเกียรติ 48 - 50 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม โดยเชื่อว่าผู้ตายถูกฆาตกรรมก่อนจัดฉากให้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต โดยเรื่องดังกล่าวได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบควบคู่กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อความโปร่งใส และชี้แจงสังคมให้กระจ่าง
 
 
 
รับ พ.ร.บ.การชุมนุมที่สาธารณะทำให้ ตร.ทำงานง่าย
 
 
                    พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงการประกาศใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ ว่า เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งตำรวจรอคอยกฎหมายฉบับนี้มานาน โดยเชื่อว่าหากไม่มีรัฐบาลชุดนี้กฎหมายฉบับนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ พร้อมมั่นใจว่าจะเป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพ และไม่ตกเป็นจำเลยของสังคมอีก
 
                    ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติวานนี้ (14 ก.ค) ให้เปลี่ยนหมายเลขฉุกเฉินจากหมายเลข 191 เป็น 911 เพื่อความเป็นสากล พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ขณะนี้ระบบดังกล่าวยังไม่พร้อมใช้งาน ดังนั้นประชาชนยังสามารถใช้หมายเลข 191 ได้ตามปกติ โดยเชื่อว่าหากเปลี่ยนมาใช้หมายเลข 911 ประชาชนจะรับรู้ผ่านการประชาสัมพันธ์ตามช่องทางต่างๆ
 
                    นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แบ่งประเภทกลุ่มผู้ต้องหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ออกเป็น 5 กลุ่ม เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความสำคัญในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาทุกกลุ่มมาดำเนินคดี ในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวน ส่วนผู้ต้องหาที่หลบหนีและพำนักอยู่ในประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็ได้มีการประสานขอส่งตัวไปแล้ว แต่ยอมรับว่ามีข้อติดขัดทางกฎหมายในบางประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ต้องหามักอาศัยอยู่ในประเทศที่มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย
 
 
 
ผบช.น. สั่งเพิ่มจราจรปฏิบัติหน้าที่ตี 5 ถึง 5 ทุ่ม
 
 
                    พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวถึงมาตรการเฝ้าระวังการก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อหลายจุดต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงมีมาตรการเข้มเหมือนเดิม ส่วนเรื่องของกล้องวงจรปิดที่หลายๆ ร้านยังไม่มี เราได้ประสานไปแล้ว ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ตลอด อย่างกรณีล่าสุดหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ก็มีการไล่ติดตามคนร้ายไปแล้ว แต่ไม่สามารถทำอะไรรุนแรงได้ เพราะกลัวว่าผู้ที่ก่อเหตุจะเป็นเด็ก ข้อหาก็ไม่ได้ร้ายแรง เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถที่จะทำอะไรรุนแรงเกินกว่าเหตุได้ ซึ่งเมื่อวานนี้ (14 ก.ค.) ก็ได้มีการเรียกประชุมฝ่ายจราจร ก็ได้ย้ำให้กำลังตำรวจจราจรปฏิบัติงานตั้งแต่ ตี 5 ถึง 5 ทุ่ม ก็จะมีกำลังบนท้องถนนเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะ
 
                    พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวถึงกรณีที่ตัวเองโดนเจ้าหน้าที่เรียกเป่าแอลกอฮอล์ว่า ตนโดนเจ้าหน้าที่เรียกเป่าประมาณ ตี 2 ขณะขับรถออกตรวจด่านไปเรื่อยๆ ตรวจดูการวางจุดตรวจของฝ่ายปราบปราม ฝ่ายสืบสวน ตรวจดูด่านเมาของจราจร ก็ถูกจราจรเรียกตรวจ ก็พยายามอธิบายให้ฟังว่า ตนไม่ใช่คนทานเหล้า หน้าก็ไม่ใช่ อธิบายถึง 4 - 5 รอบ ต้องแน่ใจแล้วว่าถ้าตนกินเหล้าต้องได้กลิ่นตามวิสัยปุถุชน เขาก็ยังจะให้ตรวจอีก ก็เลยจอดรถแล้วเรียกมาอบรมหน่อย โดยโดนถึง 2 ครั้งในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ กับอีกจุดที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดา ตนก็ได้อธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังไปว่า ชาวบ้านที่ไม่ได้ดื่มเหล้ามา หากเรียกตรวจคุยกัน 1 - 2 นาที ถ้าคนดื่มเหล้ามาต้องได้กลิ่นแล้ว อย่างนี้ไม่สมควรไปเรียก ซึ่งในการเรียกตรวจนั้น เจ้าหน้าที่ได้พูดจาเรียบร้อยกับตน หากพูดจาไม่เรียบร้อย คงไม่ได้โดนอบรมอย่างเดียว คงต้องโดนลงทัณฑ์ด้วย เพียงแต่ยังขาดวิจารณญาณในการเรียกตรวจเท่านั้นเอง ซึ่งการโดนเจ้าหน้าที่เรียกตรวจก็ยังถือเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานเฝ้าท้องถนนให้พี่น้องประชาชนอยู่ในยามค่ำคืน
 
                    เมื่อถามว่า หากการเรียกตรวจแล้วพบว่าเป็นคนใหญ่โตแล้วเกิดไม่ยินยอมให้ตรวจจะปฏิบัติอย่างไร พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบไม่มีการละเว้น จากนั้นผู้สื่อข่าวถามอีกว่า วันที่โดนเรียกเป่าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่รู้หรือว่าตัวท่านเป็นใคร พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า ไม่ทราบ หลังจากโดนเรียกเป่า ตนก็ยินยอมแต่โดยดี โดยจอดรถลงไปตรงจุดเป่า ก่อนที่ตนจะแสดงตนว่าเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อรู้ดังนั้นตำรวจคนดังกล่าวถึงกับหน้าซีด 
 
                    เมื่อถามว่า รูปแบบการตั้งด่านหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า รูปแบบการตั้งด่านหลังจากนี้ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่เราจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไป เจ้าหน้าที่จะต้องพักผ่อนน้อยลง และก็ทำงานมากขึ้น และได้กำชับไว้ว่าอย่าทำให้รถติด เดี๋ยวเกิดอุบัติเหตุแล้วจะไม่คุ้มกัน
 
                    ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่มีการออก พ.ร.บ.การชุมนุม ปี 2558 ในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ต้องดูแลพื้นที่หลายๆ จุดใน กทม. ที่มีการชุมนุมบ่อยครั้งก่อนหน้านี้ เรามองว่าเป็นเรื่องดี เอื้ออำนวยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหรือว่าต้องเพิ่มแผนอะไรหรือไม่หากมี พ.ร.บ.ตัวนี้ออกมา พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า ก็ได้ทราบเบื้องต้นแล้วเพียงแต่ยังอ่านไม่ละเอียด โดยส่วนตัวแล้ว เมื่อกฎหมายออกมาตำรวจก็ต้องปฏิบัติ ตำรวจไม่ได้มีหน้าที่ออกกฎหมาย ซึ่งตนไม่มีสิทธิ์มีความเห็นมันเป็นเรื่องของกฎหมาย 
 
                    ทั้งนี้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวยังกล่าวถึง พ.ร.บ.การชุมนุม ด้วยว่า ถ้าจะดีในตอนนี้ก็มีประเด็นเดียว คือ ได้งบประมาณในการดำเนินงาน แต่เรื่องอื่นถือว่าเป็นกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติ เมื่อถามว่า ต้องมีการพูดคุยกับระดับผู้บังคับการลงไปในพื้นที่ต่างๆ เนื่องจากว่าจากนี้ไปในเรื่องแผนการปฏิบัติหากมีการชุมนุมในพื้นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรจากแนวทางเดิมหรือไม่ ผบช.น.กล่าวว่า ไม่ใช่แค่การพูดคุยอย่างเดียว คงต้องออกกฎระเบียบ ทำคู่มือขึ้นมาเพื่อใช้ในทางปฏิบัติ แต่คงไม่ใช่ระดับนครบาล คงเป็นระดับ ตร. เพราะว่าใช้ร่วมกันทั้งประเทศ 
 
                    เมื่อถามว่า ในส่วนของการปฏิบัติในระดับของนครบาลจะต้องมีการเสริมกำลัง อุปกรณ์ ให้กับนครบาลหรือไม่หลังมี พ.ร.บ.ตัวนี้ออกมา เนื่องจากเป็นหน่วยที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงตลอดหากเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า ในระหว่างนี้ ยุทธการเรายังขึ้นกับกองทัพอยู่ ซึ่งเมื่อกองทัพสั่งการมาเราถึงจะปฏิบัติ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายด้วย