ข่าว

‘พงศพัศ’ยื่นมือช่วย‘ครูน้อย’ปลดหนี้

‘พงศพัศ’ยื่นมือช่วย‘ครูน้อย’ปลดหนี้

15 ก.ค. 2558

‘พงศพัศ’ ยื่นมือช่วย ‘ครูน้อย’ ปลดหนี้ สานเจตนารมณ์เปิดบ้านดูแลเด็กยากจนต่อ

 
        ที่สถานรับเลี้ยงเด็กยากจนบ้านครูน้อยซ.ราษฎร์บูรณะ 26 เขตราษฎร์บูรณะ กทม. เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 กรกฏาคม 2558 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วยพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.ยศ. ,พ.ต.อ.เจษฎา สวยสม ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ พบปะเยี่ยมพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ และให้กำลังใจกับนางนวลน้อย ทิมกุล อายุ 72 ปี หรือ ครูน้อย หลังประกาศปิดสถานเลี้ยงเด็กยากจนบ้านครูน้อย ในสิ้นเดือน ก.ค.58 นี้ โดยนำกระเช้าผลไม้ของพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (ผบ.ตร.) มามอบให้ นอกจากนี้พ.ต.อ.ไพบูลย์ มะระพฤกษ์วรรณ ศัลยแพทย์ รพ.ตำรวจและพยาบาลได้ตรวจดูบาดแผลที่เท้าจากอาการโรคเบาหวาน
 
        พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า การเดินทางมาในวันนี้เพื่อสอบถามถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากมีสิ่งใดที่สามารถช่วยเหลือดูแลได้ก็พร้อมที่จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งได้พูดคุยกับพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ก็ได้ฝากกำลังใจมาด้วย ซึ่งจะเข้ามาช่วยดูเรื่องเงินกู้นอกระบบ ตนก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2533 ได้เกิดปัญหากับครูน้อยเกี่ยวกับหนี้สินที่เกิดจากการไปกู้ยืมเงินนอกระบบ เพื่อนำมาเลี้ยงดูเด็กๆ ซึ่งได้ช่วยปลดหนี้ให้โดยได้เจรจากับเจ้าหนี้จำนวน 24 ราย ยอดหนี้จำนวน 10,643,000 บาท แต่การเจรจาสามารถลดหนี้ไปได้ครึ่งหนึ่ง และการเข้ามาช่วยเหลือในครั้งก่อนได้เปิดบัญชี “ปลดทุกข์ครูน้อย” เพื่อใช้เป็นช่องทางขอรับความช่วยเหลือจากประชาชน ระหว่างนั้นได้พูดคุยกับเจ้าหนี้จนสามารถลดยอดหนี้เหลือ 3,000,000 บาท และมอบเงินส่วนที่เหลือจากบัญชีอีก 285,000 บาทให้กับครูน้อย ซึ่งทุกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจนสามารถฝ่าฟันผ่านพ้นมรสุมลูกนั้นมาได้ แต่วันนี้ก็มีมรสุมลูกใหม่ผ่านเข้ามา ก็จะเข้ามาช่วยดูแลแก้ไข เดิมเข้าใจว่าคุณครูตั้งใจจะปิดบ้าน และหาทางที่จะนำเงินมาใช้หนี้ต่างๆ ที่ได้เป็นหนี้อยู่ ซึ่งตนจะเข้ามาแก้ไขในเรื่องหนี้นอกระบบก่อน ปัญหาของครูน้อยคือมีเงินอยู่ก้อนหนึ่งแต่ใช้จ่ายเกินตัว ทำให้เงินขาดเหลือต้องไปหยิบยืมเพื่อนำมาใช้จ่ายดูแลเด็กๆ
 
        ซึ่ง พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวต่อว่า จากการพูดคุยกับครูน้อยเบื้องต้นพบว่ายอดที่เป็นหนี้นอกระบบอยู่ประมาณ ล้านต้นๆ ซึ่งตนได้รับปากว่าจะพูดคุยและเคลียร์หนี้ส่วนนี้ให้ ครั้งนี้คงไม่ต้องเปิดบัญชี แต่ตนจะนำเรียนพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พี่น้องเพื่อนฝูง เราจะช่วยกันเคลียร์หนี้ให้กับครูน้อยอีกรอบหนึ่ง ก็เพื่อให้คุณครูมีโอกาสเปิดบ้านหลังนี้ต่อ แต่มีข้อตกลงกัน ครูน้อยจะนำเงินไปใช้จ่ายช่วยเหลือเด็กๆ จะต้องไม่ใช้จ่ายเกินรายรับ ถ้าจะเปิดต่อไปครูน้อยต้องสัญญาว่าจะไม่ให้มีหนี้นอกระบบ ต้องไม่ไปหยิบยืมเงินคนอื่นมาใช้อีก แม้ว่าเงินที่เป็นหนี้ในขณะนี้จะอยู่ประมาณ 7 หลักต้นๆ หรือปลายๆ ก็ยินดีจะช่วยเหลือ ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกครั้งหนึ่ง อยากให้บ้านหลังนี้ได้ดูแลเด็กๆ ต่อไป โดยส่วนตัวแล้วอยากให้ครูน้อยได้ดำรงค์เจตนารมณ์ที่ได้ก่อตั้งบ้านครูน้อยขึ้นมาตั้งแต่ปี 2523 ที่จะดูแลช่วยเหลือเด็กๆ แต่หากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพหรือเป็นความประสงค์ส่วนตัวที่จะปิดบ้านหลังนี้ ก็สุดแท้แต่ครูน้อยที่จะตัดสินใจ ที่ผ่านมาต้องยกย่องชมเชยครูที่ได้ดูแลเด็กๆ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ต้องทำด้วยใจ ต้องเสียสละใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง
 
        “ อยากจะฝากถึงพ่อแม่ของเด็ก 65 คน ถ้าท่านมีกำลังพอ มีอาหารที่จะเลี้ยงลูกตัวเองได้ ควรจะรับลูกไปอยู่กับบ้าน ให้เด็กที่มาอยู่กับครูน้อยเป็นเด็กที่มีความเดือดร้อนจริงๆ ผมเชื่อโดยสุจริตว่าครูน้อยคงไม่ได้นำเงินบริจาคไปใช้จ่ายส่วนตัว หรือใช้จ่ายให้ลูกไปซื้อที่ดิน ครั้งที่ผ่านมาก็ถูกข้อโจมตีค่อนข้างเยอะ จะมาช่วยทำไมเพราะคุณครูมีเงินค่อนข้างเยอะมีคนช่วยเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่ได้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบตัวเลขแล้ว ก็ปรากฎว่าครูน้อยได้นำเงินมาใช้จ่ายดูแลเด็กๆ ก็ยังมั่นใจในตัวครูน้อย ถึงเวลาแล้วก็ช่วยๆ กัน เพราะครูน้อยก็ลำบากมาไม่น้อย” พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าว
 
        ด้านครูน้อย กล่าวว่า การปิดบ้านในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเรื่องหนี้สิ้น เพราะทางครอบครัว และลูกก็ได้ช่วยเหลืออยู่บ้างแล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากที่แต่ละวันไม่เพียงพอที่จะใช้จ่าย ไม่มีเงินที่จะให้เด็กๆ ได้ไปโรงเรียน ซึ่งการเป็นหนี้สินก็ไปหยิบยืมไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ ครูต้องขอความช่วยเหลือจากเขา ทุกวันจะมีรายจ่ายประมาณ 6,500 บาทต่อวัน โดยในตอนเช้าต้องจ่ายเงิน 1,700 บาท หรือทั้งเช้าทั้งเย็นต้องใช้เงินจำนวน 3,500 บาท มีเจ้าหน้าที่อยู่ดูแลอีก 8 คน คนละ 250 บาท รวมจำนวน 2,000 บาท และต้องจ่ายค่าอาหารอีก 1,000 บาท แต่ละสัปดาห์ต้องมีเงินกว่า 30,000 บาท แต่มีผู้บริจาคเข้ามา 7,000-10,000 บาทต่อสัปดาห์ บ้านครูน้อยไม่มีระบบจัดการเหมือนบ้านอื่นๆ แนวความคิดต่างกัน มโนของครูเป็นแบบนี้ เด็กๆ ครูน้อยพอจะช่วยเหลืออะไรเขาได้ ครูก็จะให้
 
        “เจตนาจริงๆ ก็อยากจะเปิดบ้านหลังนี้ต่อถ้ามีผู้สนับสนุน แต่ก็ต้องมองดูการณ์ไกลของครูด้วย ไม่ใช่ว่าครูหิวน้ำท่านก็เอาน้ำมาให้ครู พออยู่ได้แล้วจะละทิ้งครูไป ครูก็จะหิวน้ำอีก หนี้นอกระบบรอบนี้ไม่มากเท่าครั้งที่ผ่านมา ครูรู้สึกบาป เพราะเจ้าหนี้ทุกคนเกิดจากการร้องขอจากครู ครูต้องซื่อสัตย์กับเขากับธนาคาร ลูกก็กู้เงินมาให้แม่ใช้จ่ายเยอะ ตนรักลูกมากและสงสารที่ลูกต้องมาแบกรับภาระ จนลูกไม่กล้าพูดกับครูน้อย จนต้องเขียนจดหมายมาให้ครูจะไม่ทำอีก เพราะทำความเดือดร้อนให้ลูกๆ และทุกๆคน อย่างที่ลูกบอกว่าจะเป็นหนี้สินพ้นตัว เหมือนเป็นงูที่รัดตัวเอง ในชีวิตครูปลดหนี้มาแล้วเกือบ 10 ครั้งรับปากจะไม่กู้หนี้ยืมสินอีก ซึ่งด้วยสุขภาพของครูน้อยเองและอายุก็มากแล้ว จึงคิดว่าครูคงอยู่และเปิดบ้านนี้ต่อไปอีกคงไม่ถึง 3 ปี ส่วนเรื่องที่มีคนบอกว่าครูน้อยนำเงินบริจาคไปซื้อที่ดิน ไปตรวจสอบได้เลย ครูยืนยันว่าเงินที่ได้มานำมาใช้จ่ายให้กับเด็กๆ ซื้อของ และนำมาซ่อมแซมบ้าน บางครั้งที่เงินไม่พอใช้จ่ายครูต้องนำของที่มีอยู่ ให้เด็กๆ เอาไปขายเพื่อที่จะได้มีเงินไปโรงเรียน” ครูน้อย ระบุ