
ย้ำอดีต248ส.ส.แก้ที่มาส.ว.ขัดรธน.
15 ก.ค. 2558
ป.ป.ช.แถลงเปิดสำนวนถอดถอน ย้ำชัด จงใจขัดรัฐธรรมนูญ ปมแก้ที่มา ส.ว. อดีต 248 ส.ส.แจง ไร้ประโยชน์ทับซ้อน 'เด็จพี่' เชื่อไม่ถูกสอย
15 ก.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ได้ดำเนินกระบวนการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 248 คน ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยเป็นการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อบังคับ ข้อ 154 วรรคหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอดีต ส.ส. ได้ส่งตัวแทนจำนวน 6 คน เพื่อเป็นผู้แถลงคัดค้านสำนวนคดี ป.ป.ช. ประกอบด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ นายสามารถ แก้วมีชัย นายวิชาญ มีชัยนันท์ พล.ร.อ.สุรพล จันทร์แดง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช นายภราดร ปริศนานันทกุล ขณะที่ ป.ป.ช.ได้ให้นายวิชัย วิวิตเสวี คณะกรรมการ ป.ป.ช.มาแถลงสำนวนคดี โดยบรรยากาศก่อนเริ่มนั้น สมาชิก สนช.ทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุม อย่างคึกคัก นอกจากนี้ มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ก็เข้ามาร่วมรับฟังการแถลงเปิดสำนวนคดีในห้องประชุมด้วย ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาอย่างเข้มงวด
จากนั้น นายวิชัย ได้แถลงเปิดสำนวนคดีว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ร่วมกันลงรายมือชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. นำโดยนายอุดมเดช รัตนเสถียร ถือเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 58 และขัดต่อ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ปี พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2554 นอกจากผู้ถูกกล่าวหาร่วมลงรายมือชื่อในรัฐธรรมนูญแล้ว ยังลงมติเห็นชอบในวาระต่างๆ ด้วย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญที่ลงมตินั้นเป็นคนละฉบับกับที่ได้เสนอให้แก้ไขไป โดยเฉพาะได้มีการแก้ไขหลักการสำคัญในมาตรา 116 วรรคสอง ที่มีผลให้ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง ส.ว.ที่สิ้นสุดวาระสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องรอเวลา 2 ปี ดังนั้นการลงมติจึงถือเป็นการลงมติร่างรัฐธรรมนูญคนละฉบับที่ได้เสนอ และร่างดังกล่าวไม่มีสมาชิกลงรายมือชื่อรับรอง ส่งผลให้ญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นายวิชัย กล่าวต่อว่า การพิจารณาของ ป.ป.ช. ได้พิจารณาฐานความผิดออกเป็น 7 กลุ่ม แต่ที่ยื่นมายัง สนช. เพื่อให้ดำเนินการถอดถอน มีทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 239 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. รวมทั้งพิจารณาและลงมติในวาระ 1 วาระ 2 และวาระ 3 โดยถือว่า จงใจใช่อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 1 คน ได้แก่ นายอภิรักษ์ ศิรินาวิน ที่ลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ พิจารณา และลงมติในวาระ 2 และวาระ 3 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 3 ผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 10 คน ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาและลงมติในวาระที่ 3 โดยถือว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อบัญญัติรัฐธรรมนูญ
นายวิชัย กล่าวอีกว่า กลุ่มที่ 4 ผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 2 คน คือ นายยุรนันท์ ภมรมนตรี และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ที่ร่วมลงมติในวาระ 1 แต่ ป.ป.ช.เสียงส่วนใหญ่มีมติเห็นว่าไม่ให้ส่งสำนวนมายัง สนช. และกลุ่มที่ 5 ผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 3 คน ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว ประกอบด้วย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายสมพล เกยุราพันธุ์ และนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ให้จำหน่ายคดีออก ส่วนกลุ่มที่ 6 และกลุ่มที่ 7 อยู่ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ 1 มีสมาชิก 2 คน ประกอบด้วยนายทองดี มนิสสาร และนายตุ่น จินตะเวช ได้ถึงแก่กรรม จึงไม่ต้องนำมาพิจารณาตามข้อบังคับ
'เด็จพี่' ชี้ อดีต 248 ส.ส.แจงชัด ไร้ประโยชน์ทับซ้อน
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การชี้แจงในส่วนของอดีต 248 ส.ส.นั้น เป็นการชี้แจงตามกลุ่มที่ถูกกล่าวหา โดยมอบหมายให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มเป็นผู้ชี้แจง ส่วนกรณีที่มีการมองว่า อดีต 248 ส.ส. อาจถูก สนช.โหวตถอดถอนนั้น ส่วนตัวเชื่อว่า หลังจากที่ตัวแทน ป.ป.ช.แถลงเปิดคดีไปแล้วนั้น ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยที่ชี้แจง เชื่อว่าข้อมูลที่ชี้แจงคงครอบคลุม การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ไม่มีประเด็นที่ ส.ส.จะได้ผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ แก้ไขให้ ส.ว.มาจากประชาชน ซึ่งถือเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นการล้มล้างการปกครองตามที่ถูกกล่าวหา ที่สำคัญ คือ รัฐธรรมนูญ 50 สิ้นสุดลงไปแล้ว ดังนั้นจะมาถอดถอนไม่ได้
รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงกรณีถ้าสุดท้ายถูกถอดถอนจริง จะมีการฟ้องร้อง ป.ป.ช.และ สนช.หรือไม่นั้น ว่า ก่อนหน้านี้มีกรณีตัวอย่างแล้ว อดีต 38 ส.ว. สนช.ไม่ได้โหวตถอดถอน ทั้งนี้การชี้แจงข้อกล่าวหาระหว่างวันที่ 15 - 16 ก.ค.นั้น ประชาชนทั้งประเทศติดตามดูอยู่ ซึ่งการถอดถอนอดีต 248 ส.ส.ถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องเป็นไปตามบรรทัดฐาน มีเหตุมีผล และตอบคำถามประชาชนได้ ส.ส. 1 คน มีประชาชนเลือกมาเกือบ 2 แสนคน ถ้าถูกถอดถอนโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ก็จะไปขัดต่อหลักนิติรัฐนิติธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนยังมองในทางบวกว่า สนช.คงมีวุฒิภาวะ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เมื่อเคยพิจารณาไม่ถอดถอนอดีต 38 ส.ว.แล้วก็น่าจะรับฟังคำอภิปรายของอดีต ส.ส.ที่ถูกกล่าวหาด้วย



