
เด็กแว้น70%ไม่เรียนหนังสือ
15 ก.ค. 2558
พล.อ.ไพบูลย์ จ่อเสนอ ครม.สั่งการ พม.-มหาดไทยจัดทำฐานข้อมูลเยาวชนนอกสถานศึกษา หลังพบ เด็กแว้น 70% ไม่เรียนหนังสือ
15 ก.ค.58 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการเสวนาราษฎร์-รัฐร่วมใจแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคสังคม โดยพล.อ.ไพบูลย์ ขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยจัดทำฐานข้อมูลเยาวชน ที่ไม่เคยมีในระบบราชการยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าไม่ทำก็แก้ปัญหาเยาวชนไม่ได้ สำหรับผู้ปกครองที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ให้ลูก พ่อแม่ก็คงต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำบ้าง ส่วนเรื่องโซนนิ่งสถานบริการ 300-500 เมตร จากสถานศึกษาเป็นเรื่องยาก เพราะอาจเป็นการห้ามการประกอบอาชีพ แต่ย้ำชัดเจนไม่ให้เปิดบริการเกินเวลา เสียงดังรบกวน จำหน่ายแอลกฮอล์ให้เยาวชน หรือปล่อยปะให้เยาวชนเข้ามามั่วสุมเสพยาภายในสถานบริการ หากฝ่าฝืนจะถูกสั่งปิดและถอนใบอนุญาตทันที
พล.อ.ไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดการเสวนาว่า ขณะนี้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จัดกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อความสะดวกในการแก้ไขได้ตรงจุด ประกอบด้วย กลุ่มเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงต้องพัฒนาให้มีความประพฤติดีขึ้น กลุ่มเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม และกลุ่มเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อยต้องพึ่งพาตนเอง เป็นที่พึ่งให้กับครอบครัวและไม่กลับไปกระทำความผิดซ้ำ
ทั้งนี้ จากการสำรวจเด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจฯจะพบว่าเด็กที่กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อยู่นอกสถานศึกษา คือไม่ได้เรียนหนังสือ คิดเป็นร้อยละ 70 ดังนั้น จึงเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้ พม.และมหาดไทยจัดทำฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนในกลุ่มนอกสถานศึกษา เพื่อป้องกันปัญหาเด็กกลุ่มดังกล่าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์บนทางสาธารณะ (เด็กแว้น) หรือการกระทำผิดอื่นซึ่งจะครอบคลุมถึงการจัดทำฐานข้อมูลเด็กต่างด้าวโดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มดังกล่าวแต่ก็ต้องเริ่มเก็บข้อมูลว่าเป็นใคร อาศัยอยู่ที่ใดบ้างเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสังคม
“กระบวนการสำคัญหลังจัดทำฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกสถานศึกษา คือ พม.และมหาดไทยต้องหารือเพื่อหาแนวทางในการเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยงว่าจะใช้ระบบใดในการควบคุม” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
‘บิ๊กต๊อก’ แจงป.ป.ช.กำหนดโทษประหารคดีคอร์รัปชั่นเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์ปราบโกง
15 ก.ค.58 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แก้กฎหมายเอาผิดคดีทุจริตคอร์รัปชั่นให้มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ยกเลิกโทษประหารชีวิตอย่างเป็นทางการ แม้เรื่องสิทธิมนุษยชนจะถือเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่การจะยกเลิกโทษประหารหรือไม่ต้องรอให้สถานการณ์เอื้ออำนวยและประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ขณะนี้คนไทยบางกลุ่มยังมีความเห็นว่าโทษประหารยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฆ่าข่มขืนเด็กบนรถไฟ การออกกฎหมายของป.ป.ช.ให้มีโทษสูงถึงประหารชีวิตเป็นประเด็นที่ป.ป.ช.มองว่ามีความจำเป็น และไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความผิดอาญาฐานอื่น ๆ ก็ยังคงมีบทลงโทษสูงสุดให้ประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายและการปฏิบัติมีความแตกต่างกัน การทำให้ยกเลิกโทษประหารในไทยมีการใช้ในทางอ้อม ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติคือการขอพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งประเทศอื่นไม่มีขนบธรรมเนียมเหมือนไทย
รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายของป.ป.ช. เพราะไม้ต้องการก้าวก่ายองค์กรอิสระ อีกทั้งป.ป.ช.จำเป็นต้องแก้กฎหมายเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับกรอบการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 19 ด้าน ในชั้นพิจารณาของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.). ก็ไม่มีการคัดค้านเพราะโทษประหารชีวิตยังมีอยู่ในกฎหมายของไทย



