ข่าว

รัฐบาลแจกอีกเบี้ยยังชีพคนพิการ21ก.ค.อัดอีก 3 มาตรการเร่งด่วนฟื้นศก.

รัฐบาลแจกอีกเบี้ยยังชีพคนพิการ21ก.ค.อัดอีก 3 มาตรการเร่งด่วนฟื้นศก.

19 ก.ค. 2552

นายกฯ เผยรัฐบาลเตรียมจ่ายเบี้ยยังชีพให้คนพิการ 3 แสนคนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ยันปลายปีตัวเลขเศรษฐกิจกลับมาเป็นบวกแน่นอน ด้าน "กอร์ปศักดิ์" แจง 21 กรกฎาคมนี้ ประกาศมาตรการด้านการคลังระยะเร่งด่วน 3 มาตรการช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง “คิดเพื่ออนาคต ถอดโจทย์ประเทศไทย ครั้งที่ 2” ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ โดยกระบวนการแก้ไขปัญหาได้คืบหน้าไประดับหนึ่งแล้ว ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจได้วางแนวทางแก้ไขออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การรักษากำลังซื้อของประชาชนและป้องกันปัญหาการว่างงาน รวมถึงต้องรักษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เด็ก นักเรียน โดยมองว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากนี้จะลดลงและเชื่อว่าจีดีพีจะเป็นบวกได้ในช่วงปลายปี ส่วนเรื่องการเมืองก็พยายามรักษาบรรยากาศในการคลี่คลายความขัดแย้งให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 ส่วนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลได้ต่อสู้โดยใช้มาตรการไทยเข้มแข็งในการแก้ปัญหา ถือเป็นการยกเครื่องประเทศไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีเงินพร้อมที่จะมาลงทุนจำนวนมากโดยรัฐบาลจะนำเงินส่วนนี้มาทำให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งการขยายสวัสดิการด้วยการจ่ายเบี้ยยังชีพให้คนพิการอีก 3 แสนคนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วย

 ด้านอาหารจะมีแนวทางการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยมั่นใจว่าไทยจะเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ผลิตอาหารเพียงพอต่อการบริโภคและส่งออก ควบคู่ไปกับพลังงานทดแทนได้ ส่วนการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม จะยึดแบบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นหลัก ในการสร้างสมดุลระหว่างการลุงทนกับสิ่งแวดล้อม ไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่

 ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่ 21 กรกฎาคมนี้ จะร่วมแถลงข่าวกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ประกาศมาตรการด้านการคลังระยะเร่งด่วน 3 มาตรการ เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่พบว่าภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่มีความแน่นอน ทั้งการสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจใช้เงินกู้ 3 แสนล้านบาท ภายในประเทศ แทนการกู้จากต่างประเทศ การสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำเข้าเครื่องจักรเพื่อนำมาพัฒนาศักยภาพของตนเองให้แข่งขันได้ โดยมีมาตรการทางภาษีสนับสนุน และการผลักดันให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 4 แห่ง เร่งปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด

 ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าตนไม่สามารถอดทนกับการทำงานกับนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังได้ เพราะถูกแรงกดดันจากภายนอกว่ารัฐบาลไม่มีผลงานนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุด ยืนยันว่าตนกับนายกฯ และรมว.คลังยังสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี