ข่าว

‘ไพบูลย์’พร้อมคุย‘นักศึกษา’แต่ถ้าผิดต้องบังคับใช้ก.ม.

‘ไพบูลย์’พร้อมคุย‘นักศึกษา’แต่ถ้าผิดต้องบังคับใช้ก.ม.

15 ก.ค. 2558

‘ไพบูลย์’พร้อมคุย‘นักศึกษา’แต่ถ้าผิดต้องบังคับใช้กฎหมาย

               ผ่านมาแล้ว 1 ปีเศษๆ กับการบริหารงานของรัฐบาล และคสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ามกลางความชัดเจนเป็นลำดับว่า โรดแม็พของ คสช.มีอันต้องขยับไปจากเดิมเล็กน้อย โดยคาดการณ์กันว่า จะมีการเลือกตั้งภายในปลายปี 2559 หรืออย่างช้าในต้นปี 2560

               พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คีย์แมนคนสำคัญของ คสช. ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ "ชั่วโมงที่ 26" ทางช่องนาว 26 วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 22.30-23.30 น. โดยระบุว่า โรดแม็พ คสช.ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่ต้องปรับนิดหน่อย เพราะมีการประชาพิจารณ์รัฐธรรมนูญเพิ่มเข้ามา แต่ก็คงอยู่ในช่วงปลายปี 59 หรือต้นปี 60

               สำหรับเสียงวิจารณ์ว่า นี่คือแนวทางการ "สืบทอดอำนาจ" นั้น พล.อ.ไพบูลย์ ยืนยันว่า ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ คสช.ระมัดระวังมาโดยตลอด แต่เรื่องประชาพิจารณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งก็ต้องขอกัน เพื่อไม่ให้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองจนทำให้ไม่สามารถปฏิรูปได้ ซึ่งก็พยายามเร่งรัดแม่น้ำ 5 สาย โดยเฉพาะ สปช. และกรรมการยกร่าง รธน. ให้กระชับเวลาให้มากขึ้น

               พล.อ.ไพบูลย์ ย้ำอีกรอบว่า การเข้ามาของ คสช.ไม่ได้เหมือนกับการควบคุมอำนาจของทหารในสมัยก่อนๆ แต่จำเป็นต้องเข้ามาหยุดสถานการณ์ และเข้ามาปฏิรูปประเทศ เพราะเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ทำให้บ้านเมืองขยับไม่ออกจริงๆ เพราะมีความขัดแย้งรุนแรง มีการใช้อาวุธต่อกัน โดยที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้เลย

               ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้าน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษานั้น พล.อ.ไพบูลย์ มองว่า การเคลื่อนไหวของประชาชนทุกกลุ่มเป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศต้องนำมาขบคิดกันทั้งนั้น ขณะที่กระแสโจมตีว่ามีคนอยู่เบื้องหลังนักศึกษานั้น เรื่องนี้ก็อาจต้องมองให้รอบด้าน

               "ก็คิดได้ 2 มุม ซึ่งอาจเป็นความคิดที่บริสุทธิ์จริง และนักศึกษาเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีผลต่อสังคม หลายครั้งที่องค์กรนักศึกษาเข้าร่วมแล้วมักจะนำไปสู่การแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม การไปเคลื่อนไหวอะไร ไปพบกับใครมันอยู่ในฐานข้อมูลการข่าวทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเบื้องหลังก็ตาม การพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด"

               อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปิดช่องทางให้พูดคุยกัน แต่การบังคับใช้ "กฎหมาย" ก็ยังต้องทำอยู่ต่อไป เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งที่ผ่านมา คสช.ไม่ได้ใช้กฎหมายแบบสุดโต่ง เช่น การชุมนุมเกิน 5 คนหลายครั้งก็ไม่ได้จับกุม แต่ถ้ามีการเคลื่อนไหวแบบผิดกฎหมายอย่างเดิมก็จำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายกัน

               "เราเคยมีปัญหาก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม ว่าบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ ถ้าวันนี้มีกฎหมายแล้วไม่บังคับใช้ เราจะรับประกันอะไรได้ว่า ถ้านักศึกษาสามารถปฏิบัติได้แล้วจะไม่มีกลุ่มอื่นปฏิบัติเช่นเดียวกัน และจะมีหลักประกันอะไรว่า การปฏิรูปจะทำได้สำเร็จ ถ้านักศึกษาทำเหมือนเดิม และ คสช.ไม่ทำเหมือนวันนั้นอีก คสช.จะตอบว่าอย่างไร"

               ส่วนประเด็นในการต่อต้านการใช้อำนาจตามมาตรา 44 พล.อ.ไพบูลย์ ชี้แจงว่า มาตรา 44 มีมาตั้งแต่ช่วงแรกของ คสช.แล้ว แต่ก็ไม่เคยใช้ เพราะกลัวคนมองว่าจะถูกใช้ไปในทางที่รุนแรงเหมือนที่คนมองมาตรา 17 ในอดีต แต่ คสช.ใช้มาตรา 44 ในการแก้ปัญหาประมง ป่าไม้ เด็กแว้น ร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย และใช้เพื่อให้บริหารราชการแผ่นดินได้โดยสะดวกขึ้น

               "ฉะนั้นมาตรา 44 ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ ท่านคงจำกฎอัยการศึกได้ว่าพอยกเลิก เราก็ปรับ ซึ่งมาตรา 44 กับกฎอัยการศึกมันเป็นสิ่งที่ลดลงไปเยอะ และเราไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 44 อย่างเคร่งครัดด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อเป็นข้อคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตยเราก็รับฟังอยู่แล้ว"

               โดยสรุปแล้ว พล.อ.ไพบูลย์ มองการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาว่า เป็นเรื่อง "ปกติ" ในการแสดงออกของประเทศประชาธิปไตย ซึ่งคสช.ก็เข้าใจ และพยายามชี้แจงมาโดยตลอด ส่วนกระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

               "ผมพูดตั้งแต่แรกแล้วว่าผมไม่เคยห่วงใยในระยะต้น แต่ห่วงใยในช่วงใกล้ที่รัฐธรรมนูญจะเสร็จ เพราะมันจะเริ่มมีผลได้ผลเสีย และคนที่จะได้รับผลกระทบก็เริ่มมีเสียงออกมา มันก็ตรงกับสิ่งที่ผมประเมินว่าเมื่อนานไปก็จะมีการเรียกร้อง ซึ่งทั้งหมดก็เหมือนเดิมคือ คสช.ต้องชี้แจง ต้องเข้าไปคุย ต้องเข้าไปหากลุ่มเหล่านั้น"

               เมื่อถามถึงภารกิจการปราบทุจริตในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งมีบัญชีรายชื่อข้าราชการมา 2 รอบ รอบละ 198 และ 152 คนตามลำดับนั้น  พล.อ.ไพบูลย์ มองว่า ความสำเร็จที่แท้จริงของภารกิจนี้คือ การ "ป้องกัน" ไม่ให้เกิดขึ้นมากกว่า เพราะถ้าเกิด (ทุจริต) ขึ้นแล้วถือว่าเราได้สูญเสียไปแล้วทั้งงบประมาณ และทรัพยากรบุคคล

               ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อที่ออกมา 2 รอบส่วนใหญ่เป็นเรื่องเดิมที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว และข้าราชการบางส่วนก็เกษียณไปแล้ว ซึ่งการดำเนินการนั้นต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และรายชื่อที่ออกมาก็ไม่ได้หมายความว่า เขามีความผิดเลย ต้องไปพิสูจน์กันต่อ แต่ที่ต้องโยกย้ายออกไป เพราะมีหลักฐานเชื่อมโยง ก็ต้องโยกย้ายไปก่อนเพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวน

               ในส่วนของบัญชีรายชื่อใน "รอบที่ 3" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เร่งรัดทั้ง 4 หน่วยงาน คือ ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. และคตร. ซึ่งหากมีหลักฐานพร้อมเมื่อไรก็ส่งมา ดังนั้น จึงตอบไม่ได้ว่าจะมีหรือไม่มี แต่เท่าที่ได้คุยกันการสอบสวนก็ยังมีอยู่ แสดงว่าโอกาสที่จะมีบัญชีรอบที่ 3 ก็ยังมีอยู่ และยืนยันด้วยว่า ตั้งแต่มีรายชื่อออกมาก็ยังไม่มีใครกล้าโทรมาขอให้ช่วยเลย

               "ไม่มีหรอกครับ ไม่มีจริงๆ (หัวเราะ) เขาค่อนข้างจะรู้ว่าผมทำงานอย่างไร แต่พอมีรายชื่อออกมาก็เริ่มมีคนร้องเรียน ผมก็แนะนำว่าไม่ต้องไปร้องเรียนที่ไหน มาร้องเรียนที่ผมในฐานะประธาน ศอตช. เราพร้อมให้ความเป็นธรรม ซึ่งก็มีร้องเรียนมา 2 ราย ได้คุยกันแล้วเขาก็เข้าใจ ทำให้ผมมั่นใจว่าหน่วยงานของเรามีหลักฐานที่ชัดเจน"

               พล.อ.ไพบูลย์ ย้ำอีกรอบว่า 1.รายชื่อที่ออกมายังไม่ถือว่าผิด 2.ที่ผ่านมาไม่เคยมีแนวคิดเปิดเผยรายชื่อ แต่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาฯ จึงอยากฝากข้าราชการทั้งหลายว่า เมื่อเป็นผู้บังคับบัญชาแล้วต้องทั้งรับผิดและรับชอบ แม้บางเรื่องจะเกี่ยวพันทางอ้อม แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องรับผิดชอบ และพิสูจน์กันตามกระบวนการต่อไป