ข่าว

กก.หอการค้าสังเวย...บึ้มโก-ลก!

กก.หอการค้าสังเวย...บึ้มโก-ลก!

15 ก.ค. 2558

กก.หอการค้าสังเวย...บึ้มโก-ลก! : สมชาย สามารถรายงาน

               สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดขึ้นและสร้างความสูญเสียให้แก่คนในพื้นที่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ล่าสุดเหตุระเบิดหลายจุดในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้บุคคลสำคัญและครอบครัวต้องพบกับจุดจบและมีผู้บาดเจ็บถึง 8 ราย

               ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้เสียชีวิตเป็นผู้นำองค์กรสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่ทุกวันนี้แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น แต่คนร้ายก็ยังมีการปฏิบัติการทำลายเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีการดูแลความปลอดภัยเป็นอย่างดี

               ปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบพยายามสร้างสัญลักษณ์ของความรุนแรงในช่วงปลายของเทศกาลรอมฎอน ที่ชาวมุสลิมจะพ้นช่วงของการถือศีลอดราวช่วงวันที่ 15-16 กรกฎาคมนี้ เพื่อเข้าสู่เทศกาลปีใหม่

               และร้านแสงเจริญ ร้านจำหน่ายของชำและดอกไม้เพลิง ในตัวเมืองโก-ลก ก็เป็นเป้าหมายในการก่อการร้ายครั้งนี้ หลังสิ้นเสียงระเบิด ถวัลย์ โกศลพิทักษ์ อายุ 47 ปี กรรมการหอการค้าจังหวัดนราธิวาส เจ้าของร้านพร้อมลูกสาว มาลินี โกศลพิทักษ์ และพี่ภรรยา ฉ้าย แซ่โค้ว อายุ 65 ปี สามชีวิตที่กลายเป็นเหยื่อครั้งนี้...!!!

               พฤติกรรมของคนร้ายเป็นไปอย่างโหดเหี้ยมโดยแฝงตัวปะปนกับชาวบ้านลอบนำระเบิดแสวงเครื่องจุดชนวนด้วยการตั้งเวลาปลุกจากนาฬิกาข้อมือแบบดิจิทัลไปซุกไว้ในกองสินค้าภายในร้าน

               เสียงระเบิด เมื่อเวลา 01.00 น. ทำให้เพลิงลุกไหม้ลามห้องแถวไปกว่า 10 คูหา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายดังกล่าว

               “เขาก็พยายามเลือกร้านค้าที่ว่าขายสินค้าแบบจุกจิกหน่อย เช่น ร้านอะไหล่ ร้านที่มีสินค้าหลากหลาย มีพวกเชื้อเพลิงไวไฟหน่อย ซึ่งในปีที่ผ่านมาก็มีแบบนี้” ศรัณย์ วังสัตตบงกช ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส บอกถึงพฤติกรรมของกลุ่มก่อการร้าย

               แน่นอน...เป้าหมายชัดเจนคือทำลายเศรษฐกิจสร้างภาพลบให้เกิดขึ้นในพื้นที่ เนื่องจากในช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลเดือนถือศีลอด โดยประมาณอีกหนึ่งสัปดาห์ ที่จะออกบวชนักท่องเที่ยวก็เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่

               สุไหงโก-ลกเป็นเมืองชายแดน มีนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเข้ามาช็อปปิ้ง เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวทบทวนการเดินทาง นักท่องเที่ยวลดลง

               จะว่าไปแล้วเหตุการณ์ความรุนแรงที่้เกิดในพื้นที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่นอกเมือง ในย่านธุรกิจนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาสบอกว่า คนในพื้นที่ที่ประสบเหตุเขาก็ยืนยันว่าจะลุกขึ้นสู้อยู่ต่อไปในพื้นที่ ไม่อพยพหนีออกจากพื้นที่

               “อันนี้คงไม่มีทำให้นักธุรกิจในพื้นที่อพยพหรือย้ายออกจากพื้นที่ นักธุรกิจในพื้นที่ปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์ เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นมา 11 ปี เขารู้ว่าเขาควรจะอยู่อย่างไร”...???

               คนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะรู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นอย่างไร เพียงแต่ว่าเวลาเกิดเหตุครั้งหนึ่งก็จะทำให้ธุรกิจชะงักไปบ้าง เป็นการเสียโอกาสทางการค้าเท่านั้น ในขณะที่นักท่องเที่ยวก็รับทราบสถานการณ์ว่าในเขตเมืองไม่ค่อยน่าเป็นห่วงอะไร

               ยิ่งในช่วงนี้จะเข้าเทศกาลออกบวช "ฮารีรายอ" จะมีคนไทยที่ไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ไปขายแรงาน หรือไม่ก็ทำธุรกิจ จะเดินทางกลับมาฮารีรายอที่บ้าน ซึ่งสุไหงโก-ลกก็จะเป็นทางผ่านของคนไทยนับแสนคน ได้แวะเวียนกันมา

               ส่งผลให้ช่วง 3-4 วันก่อนฮารีรายอ เศรษฐกิจของเมืองชายแดนแห่งนี้จะดูคึกคัก มีสีสัน การพบปะเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ที่แวะเวียนไปมาเต็มไปด้วยความสนุกสนานทั่วพื้นที่

               หลังจากออกฮารีรายอแล้วจะมีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียที่มีวันหยุดในช่วงดังกล่าว เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่สุไหงโก-ลก เพราะฉะนั้นในช่วงก่อนและหลังฮารีรายอ อ.สุไหงโก-ลกจะคึกคักมาก

               “โรงแรมจะถูกจองจนเต็มหมด หากไม่เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นดักหน้า เพราะคนยังไงก็ต้องมาอยู่แล้ว เมื่อเข้ามาแล้วเดินทางกลับก็จะต้องซื้อของกลับไปฝากทางฝั่งมาเลเซียอีก มีการจำหน่ายทั้งขาเข้าและขาออก” ศรัณย์ กล่าว

               ว่าไปแล้วช่วงฮารีรายอของทุกๆ ปี จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจสุไหงโก-ลกเติบโตเต็มใบ ศิริศักดิ์ หวังธรรมมั่ง นักธุรกิจ อดีตนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวนราธิวาส ขยายความว่า เงินสะพัดในพื้นที่มากที่สุดเนื่องจากจำนวนคนในพื้นที่และมาเลเซียที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอย ฉะนั้นเหตุร้ายที่เพิ่งเกิดก็จะทำให้บรรยากาศอาจจะไม่คึกคักเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

               ทุกคนเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับกรรมการหอการค้าจังหวัดนราธิวาส ที่ทำงานเพื่อส่วนรวม ทำงานเพื่อสังคม...!
 
               การสูญเสียผู้นำองค์กรเอกชนและนักธุรกิจในพื้นที่ครั้งนี้ อาจจะมีผลต่อขวัญและกำลังใจของนักธุรกิจในพื้นที่ แต่ทุกคนก็ยังยืนยันว่าจะต้องสู้ต่อไปไม่คิดหนีไปไหน เพราะคงไม่มีใครจะมาช่วยเราได้

               “ที่ผ่านมาคนที่อพยพออกจากพื้นที่ สุดท้ายก็ต้องกลับมาตายบ้าน เพราะการไปที่อื่นมันต้องเริ่มต้นใหม่ แต่หากอยู่ในพื้นที่ทำมาหากินมาหลายสิบปีไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าคนที่ออกจากพื้นที่ไม่ประสบความสำเร็จ” อดีตนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าวด้วยจิตใจที่ไม่ท้อถอย

               คนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ตอนนี้ก็คือคนที่ยืนยันว่าจะอยู่ในพื้นที่ไม่ย้ายหรือหนีไปไหนอีกแล้ว รวมทั้งพวกเขาก็มีการปรับตัวเพื่อให้อยู่กับสถานการณ์ให้ได้

               แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวง พวกเขาก็ไม่ได้โทษเจ้าหน้าที่ เพราะรู้ว่าทุกคนได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ปัจจุบันการก่อเหตุมีการเปลี่ยนรูปแบบไปเยอะมาก

               "เมื่อก่อนเคยใช้ระเบิดขนาดใหญ่ๆ มันก็ง่ายในการตรวจสอบ แต่เดี๋ยวนี้ระเบิดมันลูกเล็ก ใช้วัสดุที่เป็นภาชนะบรรจุสินค้าทั่วไปมาทำ พอนำไปตั้งรวมกับสินค้าทำให้ยากต่อการสังเกต มันก็เป็นปัญหาที่ตรวจสอบยากลำบากมากขึ้น” นักธุรกิจผู้นี้ กล่าว

               จากเหตุการณ์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นและยังมีอยู่ ในขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงได้พยายามเปิดพื้นที่พูดคุย การเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดได้แสดงตน รวมถึงการพยายามเอื้ออำนวยในข้อกฎหมาย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ

               เสียงเพรียกหาสันติสุขของคนปลายด้ามขวานยังคงท้าทายการทำงานของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรต่างๆ ที่ต้องร่วมแรงร่วมใจนำพาความสงบสุขกลับมาให้ได้  

               พวกเขายังเชื่อมั่นว่า ความขัดแย้งที่เป็นความรุนแรงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกว่า 11 ปีนั้น ยังมีหนทางคลี่คลายได้ด้วยสันติวิธี..!!!