
'เปิดกว้าง'อุทธรณ์คำตัดสินศาลฎีกานักการเมือง
'เปิดกว้าง'อุทธรณ์คำตัดสินศาลฎีกานักการเมือง : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น
ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปรับรายมาตรา ได้เคาะในเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ การเปิดกว้างให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกานักการเมืองได้
“การเปิดกว้าง” ในที่นี่ หมายถึง “สิทธิ” ในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกานักการเมือง ให้ถือว่าเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ไม่จำเป็นว่าต้องมี “หลักฐานใหม่” จึงจะอุทธรณ์ได้ และสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกานักการเมืองนี้ เป็นสิทธิของทั้ง “โจทก์” และ “จำเลย” ในคดี ไม่ใช่ให้เฉพาะ “จำเลย” เท่านั้น เหมือนเมื่อก่อน
“ประสพสุข บุญเดช” กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานอนุกรรมาธิการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายลูก บอกว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการได้เขียนกฎหมายลูกไปได้ถึงครึ่งทางแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้พักไว้ก่อน เพื่อรอดูว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านออกมาบังคับใช้หรือไม่
จากนั้นได้อธิบายถึงระบบใหม่ของศาลฎีกานักการเมืองว่า มีความแตกต่างไปจากระบบของศาลฎีกานักการเมืองที่ใช้มาแต่ก่อน เมื่อครั้งใช้รัฐธรรมนูญปี 2550
ประเด็นแรก การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกานักการเมือง กล่าวคือ เมื่อศาลฎีกานักการเมืองมีคำพิพากษาออกไปแล้ว หากไม่พอใจคำพิพากษาก็สามารถอุทธรณ์ได้ โดยอุทธรณ์ได้ทั้ง “ข้อกฎหมาย” และ “ข้อเท็จจริง”
ส่วนจะอุทธรณ์กับใครนั้น “ประสพสุข” บอกว่า เท่าที่คิดตอนนี้ ก็อาจให้อุทธรณ์ต่อ “องค์คณะผู้พิพากษา” ซึ่งเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยองค์คณะผู้พิพากษาดังกล่าวอาจมีประมาณ 15 คน และอย่างน้อยต้องเป็นระดับผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาขึ้นไป เพื่อให้สูงกว่าองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกานักการเมือง ทั้ง “จำนวนคน" (องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกานักการเมืองมีจำนวน 9 คน) และ “ชั้น” ของผู้พิพากษาที่มาทำหน้าที่ตัดสินคดี
สาเหตุที่ให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกานักการเมืองได้ง่าย ก็เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ต้องมีอย่างน้อย 2 ชั้นศาลตรวจสอบ จะได้มีความชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น
และเมื่อนำประเด็นการอุทธรณ์มาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะเห็นความต่างได้ชัดเจน คือ ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกานักการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ ต้องมี "พยานหลักฐานใหม่" และพยานหลักฐานใหม่นั้น ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ
จะเห็นได้ว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 อุทธรณ์ได้เฉพาะ “ข้อเท็จจริง” เท่านั้น และต้องมีพยานหลักฐานใหม่ที่ทำให้ข้อเท็จจริงในคดีเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ ซึ่ง“ประสพสุข” บอกว่า ที่ผ่านมาไม่มีใครอุทธรณ์ได้เลยเพราะไม่สามารถหาพยานหลักฐานใหม่ดังว่าได้
ประเด็นที่สอง สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาฯ เป็นของทั้ง “โจทก์” และ “จำเลย” ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้สิทธิอุทธรณ์เฉพาะ “จำเลย” เท่านั้น
ประเด็นที่สาม จำเลยต้องมายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาด้วยตัวเอง จะมอบหมายให้ทนายความมายื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้จำเลยหลบหนีคดี
ส่วนที่ว่า การที่เปิดให้อุทธรณ์คดี โดยมี 2 ชั้นศาลนั้น จะทำให้คดีล่าช้าหรือไม่ ในขณะที่คดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองเป็นที่สนใจของประชาชนซึ่งต้องการความรวดเร็ว “ประสพสุข” บอกว่า คดีจะไม่ล่าช้า เนื่องจากในกฎหมายลูกจะกำหนดเรื่องเวลาเอาไว้ว่า โจทก์ จำเลย ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาภายใน 30 วัน และองค์คณะผู้พิพากษาจะต้องมีคำพิพากษาภายใน 60 วันนับตั้งแต่อุทธรณ์



