
อานนท์ระบุฝนเข้าภาวะปกติแต่หมดเร็ว
อานนท์ระบุฝนเข้าภาวะปกติแต่หมดเร็ว กรมชลฯลดระบายน้ำช่วยมีน้ำถึง17ส.ค.
14ก.ค.2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(จิสด้า) กล่าวว่า ปัจจุบันมีฝนตกกระจายในหลายพื้นที่ และวันนี้ซึ่งดูจากภาพทางภาพถ่ายดาวเทียมตั้งแต่เที่ยงวัน ก็จะเห็นว่ามีฝนตกหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งฝนที่ตกอยู่ในลักษณะนี้เกิดจากร่องความกดอากาศต่ำขนาดเล็ก ซึ่งถูกเหนี่ยวนำจากพายุที่มีอยู่ในประเทศจีน สามารถเกิดขึ้นได้เรื่อยๆเป็นปกติ ลักษณะแบบนี้เป็นสัญญาณที่ดี แสดงว่ากระบวนการเกิดฝนตามฤดูกาลมาแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มี เป็นเรื่องที่เราเป็นห่วง ฝนลักษณะนี้คงมีต่อเนื่องไปอีก 2-3 วัน หลังจากนั้นอาจหายไปช่วงหนึ่ง แต่ก็คงจะไม่นาน
“ขณะนี้สัญญาณภาพรวมของภูมิภาคที่เป็นตัวบอกว่ากระบวนการการเกิดฝนเข้าสู่ภาวะค่อนข้างจะปกติ เนื่องจากความกดอากาศสูงในประเทศจีนเริ่มเห็นชัดเจน อาจจะยังไม่ต่อเนื่องแต่ก็เห็นมาหลายวัน โดยเฉพาะในวันที่มีฝนตกหนักก็จะเห็นมวลกดอากาศสูงในประเทศจีนก่อตัวขึ้นแล้ว ซึ่งก็น่าจะพัฒนาก่อต่อไปเรื่อยๆตามฤดูกาล” นายอานนท์ กล่าว
ผอ.จิสด้า กล่าวอีกว่า ตัวชี้วัดที่ดีอีกอย่างหนึ่งคือหย่อมความกดอากาศต่ำในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีโอกาสที่จะก่อตัวเป็นพายุได้มีจำนวนกระจายตัวอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งเราพอจะเชื่อมั่นได้มากว่าในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกน่าจะมีพายุ ใต้ฝุ่น หรือพายุโซนร้อนเกิดขึ้นได้หลายลูก และเมื่อประจวบกับร่องความกดอากาศสูงในประเทศจีนก็จะทำให้มีโอกาสให้เกิดพายุเข้าใกล้ประเทศไทย ซึ่งไม่จำเป็นว่าพายุจะต้องผ่านเข้ามาไทย เพียงแค่อยู่ใกล้ก็มีโอกาสที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดฝนตกได้
“หมายความว่าตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. เป็นต้นไปถึงปลายเดือน จะมีฝนตกกระจายเป็นระยะๆ ซึ่งดีต่อพื้นที่การเกษตรที่จะได้น้ำกระจายกันออกไป แต่จะไม่ได้ฝนที่จะเข้าอ่างเก็บน้ำ โดยน้ำที่จะเข้าอ่างเก็บน้ำจะเกิดจากร่องฝนขนาดใหญ่ หรือเรียกว่า ร่องมรสุมที่จะลงมาจากประเทศจีน ราวกลางเดือน ส.ค. เป็นต้นไป แล้วก็จะนำฝนจำนวนมากมาตามที่มันควรจะเป็น ซึ่งอันนี้จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะเก็บกักน้ำไว้สำหรับฤดูแล้งที่จะมาถึงอีกทีนึง ปกติก็จะเอามาใช้งานด้านการเกษตรด้วย” นายอานนท์ กล่าว
นายอานนท์ กล่าวอีกว่า การปล่อยน้ำออกจากเขื่อนมาเพื่อการเกษตรคงจะไม่มีหรือมีแต่น้อยมาก เพราะฉะนั้นปริมาณน้ำที่เราจะคาดหวังไว้ว่าสิ้นฤดูฝนจะต้องมีน้ำอย่างน้อยคือ 3,500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง ก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้อยู่สูง หากได้น้ำมากกว่านั้นก็ยิ่งดี โดยปกติทุกๆ ปี เราก็ได้น้ำมากกว่า 3,500 ล้าน ลบ.ม. อยู่แล้ว โดยกระจายอยู่ในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ทั่วประเทศ
ผอ.จิสด้า กล่าวต่อไปว่า ปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือภาวะเอลนีโญที่เริ่มทวีความรุนแรง ซึ่งขณะนี้เราก็อยู่ในภาวะดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นมาหลายเดือนแล้ว แม้ว่าจะอยู่ในภาวะเอลนีโญ ฝนก็ยังมา แต่มันจะค่อยๆทวีกำลังแรงมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าจะถึงสูงสุด แล้งที่สุด ซึ่งดูจากอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูฝนของไทย เพราะฉะนั้นอาจมีผลส่งให้ฤดูฝนหมดเร็วกว่ากำหนด ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรซึ่งอยู่ในช่วงการเก็บเกี่ยว ก็ต้องมีการเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับปลายฤดูฝนซึ่งสอดคล้องกับแผนงานของกรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย (ปภ.) ที่สำคัญคืออาจส่งผลกระทบไปถึงฤดูแล่งของปี 2559 ซึ่งน่าจะมีความแห้งแล้งอย่างรุนแรง การทำการเกษตรในปีหน้าอาจเรียกว่าแทบจะมีความเป็นไปไม่ได้และไม่ควรทำอย่างยิ่ง
นายอานนท์ กล่าวว่า ในพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. มาจนถึงปัจจุบัน มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปลายเดือน มิ.ย. ซึ่งมีอยู่เพียง 1-2 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20 ล้านไร่ แต่การเกษตรกลุ่มนี้ไม่เป็นปัญหาเพราะเป็นการปลูกตามฤดูกาล แต่อาจมีความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงบ้างซึ่งไม่น่าจะมีความรุนแรงมากนัก ปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือพื้นที่เกษตรในเขตชลประทานโดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคกลางเป็นหลัก ซึ่งทำการเกษตรอยู่เกือบ 5ล้านไร่ ซึ่งปลูกมาแล้ว บางส่วนก็ใกล้เก็บเกี่ยว บางส่วนก็เริ่มปลูกได้ไม่นาน เรามีพื้นที่หลักจากที่ได้ประกาศห้ามเพาะปลูกในเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้นมาอีกเป็นล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ที่ปลูกใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นพื้นที่มีความเสี่ยงสูง เพราะจะต้องพึ่งพาฝน ซึ่งก็เชื่อว่าคงมีฝนอยู่บ้าง
กรมชลฯลดระบายน้ำช่วยมีน้ำถึง17ส.ค.
นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประธาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีน้ำน้อยกว่าปี 2557 และฝนอยู่ในภาวะยังไม่ปกติ โดยตนได้รายงานครม.ว่าพื้นที่อ่างเดี่ยวในลุ่มเจ้าพระยามีน้ำต้นทุนทั้งหมด 587 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หากระบายในอัตราวันละ 28 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ถ้าระบายเช่นนี้ในสถานการณ์เช่นนี้เราจะส่งน้ำได้ถึงแค่ต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีฝนตก แต่ก็ยังไม่มั่นคง จึงคิดว่าควรจะเก็บน้ำอีกช่วงหนึ่ง จึงมีการพิจารณาประกอบเรื่องฝนในช่วงนี้ที่จะกระจายตัว ดังนั้นถ้าลดการระบายน้ำลงและฝนจะช่วยได้พอดี ถ้าระบาย18ล้านลบ.ม. หรือลดวันละ 2ล้านลบ.ม. จนถึงระดับ18ล้านลบ.ม. จนถึงช่วงที่อาจจะมีฝนลงมาช่วย ซึ่งการระบายเช่นนี้จะทำให้การอุปโภคบริโภคและผลักดันน้ำเค็มสามารถอยู่จนถึง 17 สิงหาคม และเมื่อถึงกลางเดือนตุลาคมคาดว่าจะเก็บน้ำพอใช้สำหรับฤดูแล้งที่จะถึงเม.ย. และได้มีการเก็บเผื่ออีกสามเดือนคือช่วง พ.ค.-ก.ค.2559 ในกรณีที่ฝนตกตามที่คาดการณ์ แต่ทั้งนี้กรมชลประทานยืนยันที่จะเฝ้าติดตามสถานการณ์โดยตลอด
ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า กรมทรัพยากรน้ำได้รวบรวมโครงการบริหารจัดการน้ำในปี 2557 ซึ่งมีโครงการ 2,173 โครงการ ทำให้มีความสามารถในการรับน้ำได้ 310 ล้านลบ.ม. ส่วนปี 58 มี 3,095 โครงการ ได้น้ำ 1,100 ล้านลบ.ม. ซึ่งทั้งหมดเสร็จแล้วไปกว่า 75% และถ้าเสร็จทั้งหมดจะช่วยในเรื่องของภาคอุปโภคบริโภคและการเกษตร ส่วนโครงการในส่วนของเงินกู้ปี 58 เพิ่มเติม จำนวน 5.3 หมื่นล้านบาทนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งเร่งรัดการทำงาน และให้เก็บน้ำเก็บฝนทุกเม็ดเพื่อให้ประชาชนได้น้ำได้เต็มที่
'ทองเปลว'แจงข้อเสนอลดการระบายน้ำ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า เมื่อเทียบระดับปริมาณน้ำในอ่างเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 และ 1 พฤษภาคม 2558 ปริมาณฝนในปีนี้จะมากกว่าปีที่แล้ว 600 ล้าน ลบ.ม. โดยเมื่อปีที่แล้วมีน้ำทั้งหมด 3,200 ล้าน ลบ.ม. แต่เมื่อต้นฤดูแล้งปีที่ผ่านมา เราสำรองปริมาณน้ำไว้ใช้ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 วางไว้ที่ 3,600 ล้าน ลบ.ม. แต่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมามีน้ำมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ 200 ล้าน ลบ.ม. ประกอบกับในช่วงนั้นสถานการณ์การคาดหมายของสถาบันต่างๆ ที่คาดการณ์เรื่องสภาพอากาศ หรือปริมาณฝน เห็นตรงกันว่าปีนี้ฝนน้อย หรือใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย ดังนั้นกรมชลประทานจึงใช้ฐานข้อมูลในปีนี้เรื่องฝน กับปริมาณการใช้น้ำที่เกิดขึ้นจากการอุปโภค บริโภค การผลักดันน้ำเค็ม และการเกษตรเป็นแผน แล้วใช้ผลเฉลี่ย เทียบกับผลเมื่อปี 2557 เพราะลักษณะน้ำใกล้เคียงกัน
นายทองเปลว กล่าวอีกว่า ในปีนี้ทางกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายว่า วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมาในพื้นที่ลุ่มต่ำแถวจังหวัดสุโขทัย และพิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยง และเกิดความเสียหายจากการเพาะปลูก เนื่องจากการเพาะปลูกเดือนพฤษภาคมเกิดการเก็บเกี่ยวไม่ทัน ดังนั้นพื้นที่ตรงนี้ในเดือนกรกฎาคมต้องเก็บเกี่ยว เพราะหลังจากนั้นน้ำจะหลากเข้ามาและเกิดการท่วมเสียหาย จากนั้นจะมีการระบายน้ำ เพราะฉะนั้นในการทำการเกษตร โดยเฉพาะในฤดูฝน ซึ่งใช้น้ำฝนเป็นสำคัญ น้ำจากเขื่อนคือน้ำที่จะไปชดเชยหรือไปสนับสนุน เปรียบได้กับอาหารเสริม ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำที่เราระบายจะสูงกว่า เนื่องจากไปชดเชยปริมาณน้ำฝนที่ขาดหายไปในพื้นที่
นายทองเปลว กล่าวต่อไปว่า จากการเฝ้าติดตามผลปรากฏชัดเจนไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำฝน หรือปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ที่ประเมินไว้ เพราะฉะนั้นมีความจำเป็น และความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องลดการระบายน้ำ ก็ได้มีการจำลองสถานการณ์ลดปริมาณน้ำลงมา สืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยดูแนวทางต่างๆได้แก่ การระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลไปถึงสิ้นกรกฎาคม หรือ 15 กรกฎาคม การระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิตติ์ก็เช่นเดียวกัน
“ทุกกรณียกเว้นทางเลือกที่เสนอมานี้ น้ำหมดอ่าง น้ำใช้หมดไม่สามารถที่จะส่งน้ำได้ ถ้าหากเกิดขึ้นขนาดนั้นต้องไปสูบน้ำจากน้ำก้นอ่างขึ้นมา ซึ่งยังไม่มีเสถียรภาพกับการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯจะหลีกเลี่ยง และประเด็นที่สอง ถ้าน้ำติดน้ำก้นอ่าง สมมติว่าฝนปีนี้มาน้อย น้ำที่จะมาเติมหรือปรับตัวเองให้ถึงระดับน้ำก้นอ่าง และเก็บต่อไปก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นทางเลือกที่จะเสนอวันนี้เป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมมากที่สุด และเป็นทางเลือกที่ 1 ที่ให้ความเสถียรภาพหรือความปลอดภัย ในเรื่องของน้ำอุปโภค บริโภค ผลักดันน้ำเค็ม ตลอดจนน้ำที่จะต้องสำรองไว้ที่ปลายฤดูฝนปีนี้ ซึ่งอย่างต่ำต้องมี 3,500 ลบ.ม. ที่เสนอวันนี้มีถึง 3571 ลบ.ม. ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอดี มุ่งหวังว่าฝนในเดือนสิงหาคม และกันยายน แม้จะมาในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ก็ยังมีปริมาณน้ำที่จะสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูแล้ง ต่อเนื่องไปยังฤดูฝนถัดไป และขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าน้ำกิน น้ำใช้ น้ำผลักดันน้ำเค็มในช่วงนี้ยังมีเพียงพอ” นายทองเปลว กล่าว



