ข่าว

ดีเซลขยับดันยอดน้ำมันเขียวพุ่ง-จูงใจลักลอบ

ดีเซลขยับดันยอดน้ำมันเขียวพุ่ง-จูงใจลักลอบ

15 ก.ค. 2558

ดีเซลขยับดันยอดน้ำมันเขียวพุ่ง จูงใจลักลอบ-รัฐตรวจเข้มหวั่นรั่วไหล

 
                      หลังจากราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นมาอยู่ที่ลิตรละเกือบ 25 บาท จากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 4.25 บาท “น้ำมันเถื่อน” ก็เริ่มกลับมาระบาดมากขึ้น ทั้งน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่มีราคาถูกกว่าไทยถึง 10 บาทต่อลิตร  และน้ำมันที่อยู่ในโครงการน้ำมันเขียวที่จำหน่ายให้ชาวประมงในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด เนื่องจากไม่มีภาระต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ราคาถูกกว่าน้ำมันปกติประมาณ 6-7 บาทต่อลิตร ซึ่งจูงใจให้มีการลักลอบนำมาใช้บนบก โดยเฉพาะชายฝั่งอันดามันและอ่าวไทยตอนล่าง
 
                      ล่าสุดกรมสรรพสามิตในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่อง (น้ำมันเขียว) ให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการรั่วไหลมิให้เป็นน้ำมันเถื่อน ได้ประชุมร่วมกับ 11 หน่วยงานเป็นครั้งแรกในรอบปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและประเมินผลโครงการ
 
                      นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ยอมรับว่า ในช่วง 5-6 เดือนหลังจากปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเขียวของชาวประมงเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว จาก 200-300 ล้านลิตรในปีก่อน มาอยู่ที่ 500-600 ล้านลิตร เนื่องจากขณะนี้น้ำมันดีเซลที่เข้าโครงการน้ำมันเขียวจะถูกกว่าดีเซลบนบกถึง-6-7 บาทต่อลิตร ทำให้เรือประมงส่วนใหญ่ออกไปเติมจากเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสถานีบริการน้ำมัน (Tanker) ที่ลอยลำอยู่กลางทะเลห่างจากฝั่งออกไป 11 ไมล์ทะเล ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 64 ลำ ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่มี 80-100 ลำ โดยเฉพาะเรือลากอวนขนาดใหญ่ที่จะไปเติมครั้งละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นลิตร
 
                      “โครงการน้ำมันเขียวทำมาตั้งแต่ปี 2554 ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการกลุ่มประมงได้มาก รวมกันแล้วน่าจะเป็นหมื่นล้านลิตร จึงเห็นว่าควรดำเนินการต่อไป แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ไม่ให้มีการลักลอบนำมาขายหรือใช้บนบก โดยปีที่ผ่านมาสามารถจับกุมได้ถึง 12 ล้านลิตร ปีนี้จากราคาที่แตกต่างกันมากน่าจะยิ่งจูงใจให้มีการลัดลอบนำมาใช้มากขึ้น” นายสมชาย กล่าวและว่า แม้ช่วงนี้จะมีปัญหาเรือประมงไม่ออกทะเล แต่ปริมาณการใช้น้ำมันเขียวยังไม่ได้ลดลงคงต้องรอดูอีกระยะหนึ่งแต่เชื่อว่าปริมาณการใช้ปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน
 
                      สำหรับ 11 หน่วยงานที่ต้องทำงานร่วมกันนอกจากกรมสรรพสามิตแล้ว ยังมีสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองกำกับการตำรวจน้ำ กองทัพเรือ และศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) โดยได้ขอให้แต่ละหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีที่เอกชนร้องขอให้มีการขนน้ำมันเขียวจากฝั่งอ่าวไทยไปฝั่งอันดามันทางรถเพื่อช่วยลดต้นทุนนั้นต้องมีการดูแลไม่ให้มีการรั่วไหลต่อไป
 
                      ทั้งนี้ จากผลการดำเนินการตามโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมง ปีงบประมาณ 2558 (ตุลาคม 2557-มีนาคม 2558) พบว่า มีปริมาณที่ตรวจปล่อยทั้งสิ้น 379.30 ล้านลิตร และขอใบอนุญาต 141 ราย ส่วนตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544-2558 พบว่า มีปริมาณที่ตรวจปล่อยทั้งสิ้น 10,660 ล้านลิตร และขอใบอนุญาตถึง 5,647 ราย
 
                      ด้านนายนิมิตร แสงอำไพ ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนปราบปราม 2 สำนักสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรมีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีและอากรขาเข้าของน้ำมันเชื้อเพลิงนำเข้า รวมถึงการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานปราบปรามการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องด้วย เพราะการยกเว้นภาษีต่างๆ เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายศุลกากร ว่าด้วยการส่งออกน้ำมัน ซึ่งกรมศุลกากรมีเรือตรวจการ 60 ลำ มีเจ้าหน้าที่กว่า 270 คนในการตรวจทั้งทางบกและทางทะเล
 
                      สำหรับการลักลอบทางบกจะมีลักษณะเป็นกองทัพมดตามชายแดนปาดังเบซาร์ สะเดา วังประจัน สุไหงโก-ลก และตากใบ ส่วนทางทะเลมีการลักลอบนำขึ้นบกเป็นขบวนการใหญ่ ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว โดยเป็นรายเล็กที่ขายกลางทะเลในเขต 12-24 ไมล์ทะเล บริเวณน่านน้ำจังหวัดสตูล สำหรับการลักลอบนำน้ำมันเขียวขึ้นบกยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง แต่มีแอบขายต่อจากเรือที่มีสิทธิ์เติมไปให้เรือประมงชายฝั่งบ้างจำนวนไม่มาก
 
                      ด้านนางศิรินา อินแก้ว นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวถึงผลการดำเนินงานโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงฯ เดือนมกราคม–มีนาคม 2558 ว่ามีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มีจำนวน 5 ราย (ผู้ค้าน้ำมัน 3 ราย และโรงกลั่น จำนวน 2 ราย) เรือบรรทุกน้ำมันและเรือสถานีบริการน้ำมัน (Tanker) มีจำนวน 16 ลำ และมีเรือประมงที่จดทะเบียนเข้าร่วมโครงการ จำนวน 9,453 ลำ สมาคมประมงท้องถิ่นที่เสนอเข้าร่วมโครงการ จำนวน 37 สมาคม
 
                      อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบราคาน้ำมันดีพบว่าราคาน้ำมันในอ่าวไทยจะต่ำกว่าราคาบนฝั่งระหว่าง 11.15-11.90 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันในฝั่งอันดามันต่ำกว่าราคาบนฝั่งระหว่าง 7.71-9.73 บาทต่อลิตร จึงไม่แปลกที่ส่วนต่างราคาขนาดนี้จะเป็นแรงจูงใจให้มีการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนมาใช้กันมากขึ้น