ข่าว

พระเทพฯพระราชทานน้ำช่วยชาวปทุมฯ

พระเทพฯพระราชทานน้ำช่วยชาวปทุมฯ

13 ก.ค. 2558

พระเทพฯพระราชทานน้ำช่วยชาวปทุมฯ ขณะที่โฆษกทอ.เผยทอ.นำรถน้ำออกช่วยเหลือปชช. หนุนเครื่องบินทำฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง กทม.เฝ้าระวังแล้งเร่งผันน้ำไปฝั่งตะวันออก


              13ก.ค.2558 นายรอยล จิตรดอน ผอ.สสนก.เปิดเผยเมื่อเวลา19.00น.ว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานให้นำน้ำจากสระเก็บน้ำพระราม 9 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างคลองระบายน้ำรังสิต 5 และ 6 ต.คลองหลวง อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี  ไปบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวปทุมธานีวันละ 7,200 ลบ.ม.เป็นเวลา 30 วันเป็นเบื้องต้น หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็จะพระราชทานเพิ่มเติม
 

ทอ.ช่วยปชช.กทม.เร่งผันน้ำไปฝั่งตะวันออก

             ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.อ.อ. มณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงความช่วยเหลือภัยแล้งประชาชน ว่า ทางกองทัพอากาศได้จัดรถบรรทุกน้ำช่วยแก้วิกฤตให้ชาวปทุมธานีและทำฝนหลวงในพื้นที่ต่าง ๆ ตามที่ได้เกิดปัญหาน้ำประปาขาดแคลนในพื้นที่ 3 อำเภอของจ.ปทุมธานี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 ก.ค. เป็นต้นมา และเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมหารือกับองค์การบริหารส่วนตำบลลำลูกกา เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในขณะนี้ เนื่องจากการประปาส่วนภูมิภาค ณ จุดที่ตั้งคลอง 13 อ.ลำลูกกา ไม่สามารถผลิตน้ำประปาให้กับประชาชนได้ เนื่องจากการขาดแคลนน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา

             ทั้งนี้เนื่องจากอ.ลำลูกกาเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบด้านบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพอากาศ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ จึงได้จัดรถยนต์บรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 3 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่ ออกไปดำเนินการแจกจ่ายน้ำให้กับประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 13 ก.ค. และจะทำการแจกจ่ายทุกวันไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมทั้งได้จัดตั้งชุดประสานงานส่วนหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลลำลูกกาไว้เพื่อประสานงานช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

             สำหรับในส่วนของการจัดเครื่องบินสนับสนุนการปฏิบัติการทำฝนหลวงในพื้นที่ประสบภัยแล้งในจังหวัดต่าง ๆ นั้น ขณะนี้กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินโจมตีและธุรการแบบที่ 2 (AU-23A) จำนวน 4เครื่องและเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT-67) จำนวน 2 เครื่อง ออกปฏิบัติภารกิจการทำฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ศรีสะเกษ อุบลราชธานีและเชียงใหม่ โดยได้เริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

             พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ยอมรับว่าเป็นห่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังลุกลามและเป็นปัญหาใหญ่ จนบางจังหวัดไม่มีน้ำต้นทุนมาผลิตน้ำประปาใช้
    
             "เราแก้ปัญหาทุกวัน เมื่อคืนที่ผ่านมาก็ไม่ได้หลับได้นอน เนื่องจากไม่มีน้ำต้นทุนทำประปา และถูกประชาชนกักไว้ทำการเกษตร วันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และพื้นที่ที่มีปัญหา เข้าไปเจรจา ซึ่งชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือดี ตอนนี้ก็มีการทลายที่กั้นน้ำหมดแล้ว เดี๋ยวต้องให้เวลาน้ำวิ่งมาอีกจะกี่วันถึงจะผลิตน้ำประปาได้ยังไม่รู้เลย" นายกฯ ระบุ
    
             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเรียกร้องให้ประชาชน โดยเฉพาะชาว กทม.ให้ประหยัดน้ำและนึกถึงผู้ประสบปัญหาบ้าง เพราะถ้าฝนไม่ตก เกษตรกรไม่มีน้ำใช้อย่างแน่นอน และวันที่ 14 กรกฎาคม จะหารือในที่ประชุมครม.ว่าจะช่วยเหลือได้แค่ไหน
    
             “ฉะนั้นการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนและเสียหายร้ายแรงแบบนี้ มันแก้วันเดียวไม่สำเร็จ ต้องแก้ไปแต่จะทำอย่างไรถึงจะบรรเทาความเดือดร้อน วันนี้เราให้เบ็ดตกปลาอย่างเดียวไม่ได้ หรือสอนอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องให้ปลาไปกินบ้างเพื่อให้เขาประทังชีวิต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว


กทม.เฝ้าระวังแล้งเร่งผันน้ำไปฝั่งตะวันออก

             นายสัญญา ชีนิมิตร ปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า ขณะนี้ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ได้สั่งให้หน่วยงานเตรียมรับสถานการณ์ภัยแล้งมาตั้งแต่ต้นปี พร้อมการแจ้งเตือนเกษตรกรแล้วว่าปีนี้น้ำน้อย และได้ผันน้ำจากพื้นที่ด้านในกรุงเทพฯให้ออกไปยังฝั่งตะวันออก แต่ที่ผ่านมาในพื้นที่กรุงเทพฯมีฝนตกต่อเนื่อง จึงทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่จำเป็นต้องเฝ้าระวัง โดยขณะนี้ระดับน้ำในคลองสายหลัก อาทิ คลองสามวา คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองแสนแสบ ยังมีปริมาณเพียงพอสำหรับการเกษตรกรรม ส่วนใหญ่ยังมีน้ำอยู่ในคลองประมาณ 60-70 เซ็นติเมตร ซึ่งเกษตรกรได้ทำการสูบไปใช้ทำการเกษตรแล้วด้วย

             “ระดับน้ำในคลองสายย่อยในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มีสภาพแห้ง ส่งผลกระทบให้ถนนเลียบคลองเสี่ยงทรุดตัว เนื่องจากไม่มีแรงดันน้ำอุ้มผิวดิน ซึ่งถนนเลียบคลองเกิดจากในอดีตประชาชาชนได้ปรับแนวคันคลองให้เป็นถนนเพื่อสัญจรภายในชุมชน ซึ่งกทม.ได้เข้าไปปรับปรุงถนนอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันมีรถขนาดใหญ่เข้าไปใช้สัญจรด้วย ประกอบกับน้ำในคลองแห้ง จึงเกิดถนนทรุดตัวบริเวณถนนสุวินทวงศ์ 42”นายสัญญา กล่าว

             นายสัญญา กล่าวด้วยว่า ส่วนปัญหาน้ำประปาขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจากการประปานครหลวง (กปน.) ว่าจะต้องขอหยุดจ่ายน้ำ เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดปทุมธานี แต่เบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักงานเขตรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ โดยจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่ายังไม่มีปัญหาเรื่องน้ำประปา จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากแหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ มี 2 จุด 1.จากคลองในจ.ปทุมธานี และ2.จากคลองมหาสวัสดิ์ ที่อยู่ด้านกรุงเทพฯฝั่งตะวันตก ซึ่งคลองมหาสวัสดิ์ยังมีปริมาณเพียงพอ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับรายงานว่าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค แต่ก็ได้ให้ทางเขตได้เตรียมสำรองน้ำไว้ให้ประชาชนแล้ว

             “หากเปรียบเทียบสถานการณ์ภัยแล้งในกรุงเทพฯ กับปีที่ผ่านมา ถือว่าปีที่แล้วหนักกว่าปีนี้ เพราะในขณะนั้นน้ำในคลองสายหลักไม่มีสำหรับการเกษตร กทม.ต้องไปตั้งเครื่องสูบน้ำจากคลองหนึ่งให้ไหลลงมายังคลองลำปลาทิวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่ในปีนี้ยังมีน้ำเพียงพอต่อการเกษตร”ปลัดกทม. กล่าว

             ด้านนายสุวิทย์ รัศมิแพทย์ ผู้อำนวยการเขตหนองจอก กล่าวว่า กรณีผิวจราจรร้าวบริเวณคลองลำนกแขวกถนนสุวินทวงศ์ 42 มีรอยร้าวระยะทางประมาณ 40 เมตร มีความลึก ประมาณ 20 เซนติเมตร แต่ล่าสุดได้เกิดรอยแยกเพิ่มยาวอีก 20 เมตร และรอยลึกเพิ่มเป็น 70 เซ็นติเมตร เนื่องจากน้ำในคลองลำนกแขวก รวมถึงคลองใกล้เคียงแห้ง และยังได้ส่งผลให้ดินไหลกดทับท่อประปาหักเสียหาย เกิดน้ำท่วมขังในบริเวณผิวจราจร ทางเขตฯ ได้ประสานการประปานครหลวง เพื่อทำการซ่อมแซมท่อ และดำเนินการซ่อมแซมผิวจราจรด้วยการเปิดผิวจราจรและนำหินบดอัดมาพื้นผิวเพื่อเปิดการจราจรชั่วคราวภายในวันนี้

             “ส่วนการแก้ไขในระยะยาว ต้องรอให้การทรุดตัวหยุดนิ่ง จึงจะเทผิวจราจรด้วยยางมะตอย โดยในพื้นที่เขตหนองจอกมีถนนเสี่ยงทรุดตัวอีก 7 สาย ได้แก่ 1.ถนนเลียบคลองกระทุ่มล้ม 2.ถนนเลียบคลองเจียระดับ 3.ถนนเลียบคลอง 12 ฝั่งตะวันตก 4.ถนนเลียบคลองแบนชะโด 5.ถนนเลียบคลองสนามกลางลำ 6.คลองลำตานีร้องไห้ และ 7.ถนนเลียบคลองสิบสาม ฝั่งตะวันตก ที่ยังต้องเฝ้าระวังถนนทรุดตัวเพิ่มขึ้นอีก”นายสุวิทย์ กล่าว

             ผู้อำนวยการเขตหนองจอก กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีถนนที่ต้องเฝ้าระวังอีก 2 จุด บริเวณถนนเลียบคลอง 13 ฝั่งตะวันตก และตะวันออก ซึ่งในส่วนของถนนเลียบคลอง 13 ฝั่งตะวันออกที่ทรุดตัวก่อนหน้านี้ กรมทางหลวงชนบท ได้ซ่อมแซมเพื่อเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรเป็นการชั่วคราวแล้ว อย่างไรก็ตามได้แจ้งขอความร่วมมือรถบรรทุก และรถขนาดใหญ่หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวเพราะยังมีความเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก ขณะที่ถนนสายหลักยังไม่ประสบปัญหาทรุดตัวแต่อย่างใด

             ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ค.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะลงพื้นที่สำรวจปัญหาภัยแล้งและถนนทรุดในพื้นที่เขตหนองจอกด้วย

..........................

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก www.chaipat.or.th)