ข่าว

ปั้นโมเดลไอศกรีม'มังคุด'เสิร์ฟบนเครื่อง-เจาะตลาดญี่ปุ่น

ปั้นโมเดลไอศกรีม'มังคุด'เสิร์ฟบนเครื่อง-เจาะตลาดญี่ปุ่น

13 ก.ค. 2558

ปั้นโมเดลไอศกรีม'มังคุด'เสิร์ฟบนเครื่อง-เจาะตลาดญี่ปุ่น : คมคิดธุรกิจนิวเจน

               ผลไม้ของไทยมีมากมายหลายชนิดตามฤดูกาล อย่างเช่นในช่วงนี้จะเห็นทุเรียน มังคุด เงาะ วางจำหน่ายในตลาดจำนวนมาก และปีนี้ถือว่าชาวสวนโชคช่วย เพราะราคาดี พอจะลืมตาอ้าปากกันได้

               แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก เพราะในความเป็นจริง ผลไม้ทั้งสามชนิด มักเกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอยู่เป็นประจำ จนรัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือ

               ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็มีความพยายามที่จะทำให้ผลไม้ไทยเก็บได้นานและเพิ่มมูลค่าได้มากที่สุดคือ การนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ เพื่อเป็นทางออก

               และในหลายๆ ผลิตภัณฑ์แปรรูป หนึ่งในนั้นคือ การแปรรูปเป็นไอศกรีม ที่แม้จะมีน้อยรายให้ความสนใจ แต่ก็ยังมีหนึ่งคนอาสาตัวนำผลไม้ไทยที่ขึ้นชื่อว่า เป็น "ราชินีผลไม้" อย่าง "มังคุด" มาสร้างสรรค์เป็นโมเดล ให้นำไปสานต่อทางธุรกิจ รวมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรไทย

               "ประดิษฐ์ มณีศร" ประธานบริษัทธัญนันท์ เทนเดอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายไอศกรีมมังคุด บอกว่า เข้าสู่ธุรกิจแบบจับพลัดจับผลู แต่ด้วยความที่ทำงานในวงการเกษตรมานานในฐานะที่ปรึกษาของหลายหน่วยงาน และเห็นว่าสินค้าเกษตรมีจุดอ่อนที่อายุการเก็บรักษาค่อนข้างจำกัด นับตั้งแต่กระบวนการเก็บเกี่ยวไปจนถึงมือผู้บริโภค และยังมีปัญหาเรื่องตลาด ซึ่งหากจะเก็บให้ได้นานขึ้นก็ต้องนำมาแปรรูป และจะช่วยเพิ่มมูลค่าของผลผลิตด้วย จึงเริ่มคิดอยากจะทำธุรกิจนี้ ประจวบเหมาะกับมีโอกาสไปหารือกับกรมวิชาการเกษตร จึงได้แนวทางของการแปรรูป

               "ระหว่างที่ได้คุยกัน ทางกรมวิชาการเกษตรก็ยกตัวอย่างมังคุดว่าสามารถทำเป็นไอศกรีมได้ เลยเกิดไอเดียตั้งแต่ตอนนั้นและเป็นการต่อยอดจากงานวิจัยด้วย ซึ่งจริงๆ ส่วนต่างๆ ของมังคุดสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น เมล็ดนำไปทำขนมรับประทานเล่น หรือสแนค ได้รสชาติดีทีเดียว หรือเปลือกก็เอาไปทำสบู่ได้ ผมใช้เวลา 1 ปี กว่าจะทำความคิดให้เป็นจริง ยอมรับว่าเราไม่เคยจับงานด้านนี้มาก่อน จึงคิดว่าต้องดึงมืออาชีพมาช่วย ทั้งการคิดค้นพัฒนารสชาติและคุณภาพ ตอนนั้นมีตัวเลือก 2 แห่ง ที่เป็นโรงงานที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตไอศกรีม สุดท้ายเลือกโรงงานไมเนอร์ ผู้ผลิตไอศกรีมให้ยักษ์ใหญ่อย่างสเวนเซ่นส์ เป็นผู้พัฒนาสูตร" ประดิษฐ์กล่าว และย้ำว่า ปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำ โดยเฉพาะที่ จ.ระยอง จันทบุรี ตราด คือแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ไอศกรีมมังคุดถือกำเนิดขึ้น โดยการสนับสนุนของกระทรวงเกษตรฯ อีกทางหนึ่ง

               สำหรับแนวทางการทำงานของธัญนันท์ เทนเดอร์ ฟู้ดส์ เริ่มจากการเข้าไปรับซื้อมังคุดจากกลุ่มเกษตรกร โดยเลือกช่วงเวลาที่ราคาลดลงไปต่ำสุด หรือเป็นช่วงที่สินค้าอยู่ในภาวะล้นตลาด โดยจะทยอยซื้อมาเก็บแช่แข็งไว้ที่อุณหภูมิลบ 25 องศาเซลเซียส เมื่อต้องการใช้จะเบิกออกจากตู้แช่ ซึ่งจะซื้อเก็บสต็อกไว้ให้เพียงพอกับการนำออกมาผลิตเป็นไอศกรีมได้ทั้งปี ในเบื้องต้นจะลงทุนเพียงตู้แช่ที่ฝากไว้กับกลุ่มเกษตรกร จ.จันทบุรี และใช้เงินทุนในการซื้อมังคุดจากชาวสวน 2 รอบ คือซื้อจากภาคตะวันออกในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และจากภาคใต้ที่ผลผลิตจะออกในช่วงปลายปี หรือเดือนพฤศจิากยน-ธันวาคม โดยจะใช้วิธีซื้อผ่านเกษตรกรที่รวบรวมผลผลิตมาให้ และจ้างแกะเปลือกออกเหลือเพียงเนื้อ แต่ต้องจ่ายค่าฝากตู้แช่ ค่าขนส่ง ทำให้ราคาต้นทุนจริงขึ้นไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง เมื่อแปรรูปเป็นไอศกรีมมังคุดแล้วราคาขายส่งแค่ถ้วยละ 35 บาท แต่เมื่อนำไปวางขายปลีกจะอยู่ที่ราคาถ้วยละ 50-60 บาท ซึ่งถือว่าถูกมาก

               “การทำธุรกิจเราไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด สามารถจ้างเอาท์ซอร์สให้ช่วยดำเนินการได้ในแทบทุกด้าน อย่างการผลิตมังคุดเป็นไอศกรีมก็จ้างโรงงานไมเนอร์ โดยทยอยเบิกวัตถุดิบจากตู้แช่และส่งไปให้ทางโรงงานตามออเดอร์ที่เข้ามา พอผลิตเสร็จจะนำไปฝากเก็บที่คลังสินค้าที่บริษัทไทยโยโกเร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา"

               ประดิษฐ์บอกว่า ได้จ้างให้ไมเนอร์คิดสูตรผลิตไอศกรีมมังคุดให้เป็นการเฉพาะ โดยให้โจทย์ไปว่า ต้องมีความแตกต่างจากตลาด ต้องการผสมเนื้อมังคุดลงในไอศกรีมถึง 36% ซึ่งคนในวงการยังตกใจที่ใส่เนื้อเข้าไปปริมาณมากขนาดนั้น เพราะในตลาดทั่วไปเจ้าที่มีไอศกรีมมังคุดขายส่วนใหญ่จะผสมเนื้อเข้าไปเพียง 5-10% เท่านั้น เหตุที่ต้องการเช่นนั้น เพราะต้องการแสดงให้ผู้บริโภคเห็นได้รับรู้ถึงความเป็นมังคุดแท้ๆ โดยลูกค้ารายแรกและรายเดียวของไอศกรีมมังคุดคือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากการนำสินค้าขึ้นเสิร์ฟบนการบินไทยต้องสู้กับฮาเก้นดาร์ส ต้องทำให้ดีที่สุดและไม่เน้นเรื่องกำไรเป็นหลัก ขอแค่พออยู่ได้ ให้ลูกค้าต่างชาติประทับใจ

               เหตุที่ไอศกรีมของเขาได้รับออเดอร์จากการบินไทยซึ่งถือว่าเป็นออเดอร์ใหญ่ไม่ต้องหาตลาดบ่อยๆ เป็นผลพวงจากการหารือกับภาครัฐ และเสนอโปรเจกท์นี้กับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องอาหารและขนมที่ใช้เสิร์ฟบนเครื่องการบินไทย ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 8 เดือน กว่าจะบรรลุข้อตกลง เพราะต้องนำสินค้าไปตรวจสอบคุณภาพ มีการชิมรสชาติ ปรับปรุงสูตร กว่าจะลงตัวเป็นไอศกรีมเชอเบทที่รสไม่หวานเพราะไม่ใส่นม แถมออกรสเปรี้ยวๆ ตามธรรมชาติด้วย โดยเริ่มแรกจัดส่งให้การบินไทยสัปดาห์ละ 1.5 หมื่นถ้วย นำไปเสิร์ฟเฉพาะเที่ยวบินไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นชื่นชอบมังคุดมาก จนกระทั่งผ่านไป 2 ปีมีกระแสตอบรับดีมากและสื่อญี่ปุ่นนำไปเผยแพร่ด้วย

               ดังนั้น จากแผนเดิมในช่วงแรกที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท บวกลบไม่เกิน 20-30% ก็เริ่มบานปลาย ช่วงปีที่ 2-3 ใช้เงินซื้อมังคุดมาเก็บสต็อกเยอะมาก และบังเอิญการบินไทยมีปัญหาภายในองค์กรจึงระงับการสั่งซื้อไอศกรีม ทำให้มีสต็อกเหลือค้างจำนวนมาก ซึ่งจากวิกฤติในครั้งนี้ ทำให้เขาต้องหาทางออกด้วยการบินไปเปิดตลาดที่ญี่ปุ่นแทน ถือว่าเป็นงานค่อนข้างหิน เพราะสินค้าไอศกรีมในตลาดญี่ปุ่นมีหลากหลายยี่ห้ออยู่แล้ว ส่วนใหญ่จึงเน้นไปร่วมงานต่างๆ เช่น เทศกาลอาหารไทย เป็นต้น ซึ่งก็นำไอศกรีมมังคุดไปขายในราคาถ้วยละ 250 เยน

               "ขายดีมากมีคนมาต่อคิวกันยาว หรือเอาไปให้บริการที่สถานทูตไทยได้ชิมกัน ซึ่งทุกคนชื่นชอบ แต่การหาช่องทางวางขายในตลาดญี่ปุ่นยอมรับว่ายากมากและต้องลงทุนสูง ที่สำคัญผมยอมรับว่าไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการขายและไม่มีเวลาไปเจาะตลาด ส่วนใหญ่จึงเป็นการผลิตและจัดส่งให้ตามออเดอร์ที่เข้ามา อย่างเช่น จากบริษัทในญี่ปุ่นที่เป็นพันธมิตรกัน และบางส่วนก็นำไปวางขายที่ปางช้าง จ.เชียงใหม่ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวแต่ยังขายได้ไม่มากนัก"

               สาเหตุที่เขาไม่นำไปวางขายตามร้านค้าทั่วไปหรือมีหน้าร้านเหมือนแบรนด์อื่นๆ ประดิษฐ์บอกว่า เป็นเพราะยังไม่พร้อมจะลงทุนเพิ่มและไม่มีเวลาพอ ด้วยมีงานประจำต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว และที่ผ่านมาใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 20 ล้านบาท ที่สำคัญตลาดไอศกรีมในเมืองไทยมีผู้เล่นรายใหญ่รายเล็กจำนวนมากทำให้เกิดการแข่งขันสูงตามไปด้วย ทำให้แบรนด์ใหม่ๆ แทรกตัวเข้าไปได้ยาก

               ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็ตั้งใจว่าจะผลิตสินค้าตามสต็อกที่มีอยู่อีกประมาณ 10-20 ตัน อีก 6-7 เดือน เดือนละ 6-7 หมื่นถ้วย จากนั้นจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เพราะหากจะทำต่อแบบจริงจังก็ต้องใช้เงินลงทุนสูงขึ้น จึงอาจจะหาพันธมิตรมาร่วมทุนหรือขายกิจการให้คนอื่นเข้ามารับช่วงต่อ แม้ว่าจะเสียดายเพราะเป็นสินค้าที่ดีมีอนาคตและเป็นการช่วยเหลือชาวสาวได้มากก็ตาม แต่ด้วยความที่มีอาชีพหลักต้องรับผิดชอบและที่ทำตอนแรกก็ตั้งใจทำเป็นโมเดลให้คนอื่นเห็นว่าสามารถทำได้จริง

               “การนำมังคุดไปขายที่ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวมีแต่คนชื่นชมที่เราไปเปิดตลาดได้ เพราะเป็นที่รู้กันว่าประเทศญี่ปุ่นมีความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณภาพของสินค้ามากและผ่านด่านศุลกากรของญี่ปุ่นได้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสินค้าไทยได้มาตรฐาน"
 
               อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ล่าสุดทางการบินไทยแจ้งว่าจะสั่งขึ้นเครื่องต่อ ทำให้ในเบื้องต้นจะผลิตสินค้าในจำนวนที่สต็อกมีอยู่ก่อน หลังจากนั้นก็จะรับผลิตให้ตามออเดอร์ จะได้ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากเข้าไปซื้อมังคุดมาเก็บสต็อกไว้เป็นปี แต่ปัญหาอยู่ที่ผลไม้จะออกตามฤดูกาลไม่ได้มีทั้งปี จึงต้องสั่งออเดอร์มาให้ชัดเจน เพื่อจะได้ซื้อผลผลิตไว้ให้เพียงพอ หรืออาจจะหันไปผลิตไอศกรีมด้วยผลไม้ชนิดอื่นตามฤดูกาล เช่น มะม่วงที่เริ่มทำออกมาบ้างแล้ว เป็นการผลิตามออเดอร์ของการบินไทย ซึ่งทำง่ายกว่ามังคุด ใช้พันธุ์อกร่องทองกับน้ำดอกไม้ เป็นการสะท้อนว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ก็สามารถนำมาทำไอศกรีมสูตรนี้ได้เช่นกัน

               ประดิษฐ์มองว่า หากจะให้ธุรกิจนี้เดินต่อต่อได้ในระยะยาว ก็ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาครัฐและบริษัทเอกชนน่าจะจับมือกันหันมาสนับสนุนสินค้าของไทยด้วยกันเองแทนที่จะไปซื้อสินค้าต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนทำธุรกิจจริงจังต้องมีสายป่านที่ยาวพอสมควรและอาจต้องใช้เงินลงทุนถึง 100 ล้านบาท สำหรับธัญนันท์ เทนเดอร์ ฟู้ดส์ในระยะต่อไป คงจะทำเท่าที่มีทุน แต่ถ้าไปได้ดีจริงในอนาคตก็อาจจะต้องไปเจรจาเพื่อส่งให้สายการบินอื่นด้วย หรืออาจจะไปทำตลาดที่ญี่ปุ่นอย่างจริงจัง และอาจต้องตั้งชื่อใหม่เป็น เชอเบท แมงโกสทีน เพราะญี่ปุ่นไม่จัดว่าเป็นไอศกรีมเนื่องจากเป็นไอศกรีมที่ไม่ได้ใส่นม แต่หากใครสนใจโมเดลนี้และอยากเอาไปต่อยอดก็ยินดีมาก

               "หากการบินไทยเข้ามาช่วยสนับสนุนสินค้าเกษตรของไทย เชื่อว่าจะทำให้ราคาไม่ตก เพราะการบินไทยมีเครือข่ายทั่วโลกสามารถนำสินค้าไปขายได้ตามจุดต่างๆ และหากนโยบายของการบินไทยไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยก็น่าจะช่วยกระจายสินค้าได้เดือนละ 5-6 หมื่นถ้วย ซึ่งสามารถอยู่ได้และยังช่วยให้สินค้าเกษตรอยู่รอดด้วย" ประดิษฐ์ฝากหวังเอาไว้ในตอนท้าย