ข่าว

แก้ไขถนนทรุดจากภัยแล้งห่วงไร้คันกั้นน้ำ-จ่อวิกฤติซ้ำ

แก้ไขถนนทรุดจากภัยแล้งห่วงไร้คันกั้นน้ำ-จ่อวิกฤติซ้ำ

11 ก.ค. 2558

แก้ไขถนนทรุดจากภัยแล้ง ห่วงไร้คันกั้นน้ำ-จ่อวิกฤติซ้ำ

                จากเหตุการณ์ถนนหลายสายเกิดทรุดตัว ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากวิกฤติภัยแล้งในปีนี้ เช่น ถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ อ.หนองแค จ.สระบุรี ถนนเลียบคลองพระยาบันลือ จ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งล่าสุดถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ฝั่งตะวันตกเกิดทรุดตัวที่บริเวณหน้าสถานีอนามัยศาลาครุคลอง 13 ต.ศาลาครุ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี จนสร้างปัญหาการคมนาคมขนส่งและการสัญจร และมีความกังวลว่า ปัญหานี้จะขยายตัวเพิ่มอีกหรือไม่ อีกทั้งการเข้าแก้ไขซ่อมแซมสามารถดำเนินการได้อย่างไรบ้าง

                วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ออกมาให้ข้อเสนอแนะและชี้ถึงสาเหตุที่ถนนทรุดตัวดังกล่าว พร้อมกับแนะให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงไปสำรวจจุดเสี่ยงอื่นๆ เพื่อหาทางป้องกันด้วย
    
                "สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์" นายก วสท. กล่าวว่า การตรวจสอบหาสาเหตุการเกิดวิบัติที่ผ่านมาของ วสท.ยึดหลักการตรวจสอบตามหลักวิศวกรรม 4 ประการ ได้แก่ 1.การออกแบบถูกต้องหรือไม่ 2.การก่อสร้างเป็นไปตามแบบและข้อกำหนดหรือไม่ เช่น การลดสเปกวัสดุ 3.การใช้งานถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เช่น ก่อสร้างอาคารให้เป็นบ้านพักอาศัย แต่กลับนำมาใช้เป็นโรงงาน และ 4.เกิดจากภัยพิบัติที่ไม่คาดคิด
    
                ในส่วนถนนเลียบคลองทรุดเสียหายใน จ.สระบุรี จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี พบว่าภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและมีระยะเวลายาวนานทำให้ถนนเลียบคลองเกิดความเสียหาย และเป็นผลมาจากการขยายของเมือง ทำให้ถนนเลียบคลองที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเดินทางของเกษตรกรให้สามารถเข้าพื้นที่การเกษตรได้สะดวก กลับมีปริมาณการสัญจรมากขึ้น แต่หากเทียบกับความยาวของถนนทั้งประเทศกว่า 60,000 กิโลเมตรแล้วพบว่า ส่วนที่เสียหายถือว่าน้อย แต่จำเป็นต้องพิจารณาหาทางแก้ไขและป้องกันปัญหา
    
                ด้าน ""สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อุปนายก วสท. และประธานคณะอนุกรรมการ สาขาวิศวกรรมปฐพี กล่าวถึงข้อเสนอแนะของ วสท. 4 ประการเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น ประกอบด้วย 1.ตั้งคณะกรรมการร่วมจากกรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถนนเลียบคลองมีความเสี่ยง โดย วสท.พร้อมเป็นเจ้าภาพในการร่วมกันแก้ปัญหา 2.ทำการสำรวจถนนเลียบคลองต่างๆ เพื่อหาจุดเสี่ยง 3.ยกระดับถนนเลียบคลองที่เสี่ยง โดยรื้อปรับโครงสร้างความลาดชันถนนเลียบคลอง หรืออาจรื้อรากฐานถนนให้มีความแข็งแรง และ 4.ถนนที่ใช้เป็นแนวป้องกันน้ำท่วม อาจต้องรื้อโครงสร้างทำถนนขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีมาตรฐานที่สูงกว่าระดับมาตรฐานปกติเป็นดับเบิล แต่อาจเลือกปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับงบประมาณได้
    
                ประการสำคัญ คือ ให้ความสำคัญกับถนนเลียบคลองที่ยังทำหน้าที่เป็นปราการป้องกันน้ำท่วมด้วย เพราะหากเกิดความเสียหายแล้วซ่อมแซมไม่ทันฤดูฝนที่จะมีน้ำหลาก ความเสียหายจะซ้ำเติมและกระทบเป็นวงกว้าง
    
                "น้ำในคลองจะเป็นตัวรับน้ำหนักถนนในระดับหนึ่ง เมื่อเกิดภาวะภัยแล้ง เกษตรกรจึงสูบน้ำจากคลองที่ยังเหลืออยู่ไปใช้อีก ส่วนใหญ่เลือกที่จะสูบบริเวณชายคลองในหลายจุด ทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีปริมาณน้ำช่วยรับน้ำหนัก รวมทั้งน้ำในดินที่หายไป ดินบริเวณนั้นจึงเกิดการทรุดตัว หากมีน้ำเข้ามาในคลองก็จะช่วยลดปัญหาลงได้ ทั้งจากฝนที่ตกลงมาหรือมีการปล่อยน้ำจากชลประทาน แต่จะต้องพอดีกัน ดังนั้นจุดเสี่ยงที่จะเกิดการทรุดตัวของถนนในตอนนี้ จึงอยู่ที่ถนนริมคลองเป็นหลักที่อาจเกิดการทรุดตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะคลองที่น้ำแห้งเป็นเวลานาน" สุทธิศักดิ์ กล่าว
    
                อุปนายก วสท. ระบุด้วยว่า ปัญหาการยุบตัวลักษณะนี้ ไม่กระทบไปถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เช่น ทางด่วน รถไฟฟ้า หรือเขื่อน รวมไปถึงคอนโดมิเนียม เพราะมีการออกแบบมาเพื่อรองรับปัญหาเหล่านี้ไว้แล้ว เข็มที่ใช้เจาะเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สิ่งปลูกสร้างลึกมาก บางแห่งลึกถึง 50-60 เมตร แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ บ้านเรือนริมคลองมากกว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากภัยแล้ง น้ำในดินหายไปจึงเกิดการทรุดตัว บ้านหลายหลังริมคลองหากโครงสร้างไม่แข็งแรงจึงเสี่ยงต่อการที่จะทรุดตัวได้ ขณะที่บ้านเรือนริมน้ำอย่างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นพื้นที่ปลายน้ำ มีน้ำมาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา แม้น้ำจะลดลงไปบ้างก็ตาม
    
                ทั้งนี้ มีการจำแนกการพังทรุดตัวริมตลิ่งไว้ 2 ลักษณะ คือ 1.ตลิ่งริมแม่น้ำลำคลองตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยที่วิศวกรรมไม่ได้เป็นผู้ออกแบบโครงสร้างไว้ ส่วนใหญ่มีความกว้างของแม่น้ำและริมตลิ่งมีความลาดชันสูง มีความเสี่ยงสูงที่เกิดการถล่มหรือการสไลด์ตัวของริมตลิ่ง และ 2.คลองชลประทานที่มีการขุดดินขึ้นมาถมทำถนนเลียบคลองมีข้อจำกัดในด้านโครงสร้างทางวิศวกรรมและการใช้งานไม่ตรงตามวัตถุประสงค์
    
                “แน่นอนว่าการออกแบบตามหลักวิศวกรรมถูกต้อง และทุกงานก่อสร้างต้องก่อสร้างให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่เป็นการออกแบบผิด หรือไม่ได้มาตรฐาน การนำถนนเลียบคลองมาใช้เพื่อการสัญจร สังเกตได้ว่าบางพื้นที่มีการจำกัดความสูงและน้ำหนักบรรทุก แต่เมื่อการจราจรเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมือง ถือได้ว่าเป็นการใช้งานผิดประเภท” สุทธิศักดิ์ กล่าว
    
                สาเหตุการทรุดตัวของถนนเลียบคลองมี 4 ประการ กล่าวคือ 1.พื้นที่ใกล้ปากอ่าวไทยเคยเป็นทะเลก่อนที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะพัดผ่านและทับถมกันจนเกิดดินตะกอนเกิดใหม่ เช่น ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ ฉะนั้นพื้นที่บริเวณนี้จึงมีชั้นดินเหนียวอ่อนที่มีความลึกแตกต่างกัน จึงเป็นสาเหตุประการแรกที่ทำให้ฐานรากของทั้งคลอง-ถนนเลียบคลองมีความเสี่่ยงไม่เท่ากัน
    
                2.การออกแบบก่อสร้างนั้น วิศวกรจะนำสถิติระดับน้ำในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาเป็นข้อมูล เพื่อโครงสร้างสามารถมีขีดจำกัดที่เหมาะสม แต่เนื่องจากปีนี้ภาวะความแห้งแล้งเกินกว่าที่จะคาดหมายได้ หากถามว่าทำไมไม่เผื่อไว้ให้เต็มที่ ขอยกตัวอย่างกำแพงกั้นคลื่นสึนามิบางพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นที่ออกแบบไว้สูง 9-10 เมตร แต่เมื่อเกิดขึ้น 30 เมตรจึงเป็นเรื่องยากที่จะของบประมาณก่อสร้างเพราะเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด
    
                3.กรณีที่ระดับน้ำปกติมีการกัดเซาะเกิดเป็นร่องใต้น้ำจนมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของความลาดชัน แต่เมื่อระดับยังคงที่จึงยังมีแรงพยุงดันตลิ่งไว้ เมื่อน้ำลดโครงสร้างดังกล่าวจึงทำให้ตลิ่งพังถล่มลงมา และประการสุดท้าย คือ การสูบน้ำของเกษตรกรบางพื้นที่ที่ขุดดินริมตลิ่งออกเพื่อวางเครื่องสูบน้ำ ทำให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความลาดชัน และเป็นสาเหตุทำให้ถนนริมคลองถล่มลงมา
    
                “เข้าใจว่าเป็นเรื่องยากที่จะชั่งใจว่าระหว่างความเดือดร้อนของเกษตรกร ระหว่างภาวะข้าวแห้งตายกับตลิ่งพัง แต่เป็นไปได้หรือไม่ที่หน่วยงานของรัฐอาจใช้วิธีการอื่นเข้ามาช่วยเหลือ เช่น ชดเชยเงินแทนการสูบน้ำ" สุทธิศักดิ์ กล่าว
    
                เช่นเดียวกับความเห็นของ "อมร พิมานมาศ" รองเลขาธิการสภาวิศวกร และนักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายเหตุถนนทรุดตัวเป็นบริเวณกว้างที่หน้ามัสยิดนูรุ้ลฮิดายะห์ (สุเหร่าใหม่) ต.สามเมือง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา และถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ หมู่ 10 ต.หนองโรง อ.หนองแค จ.สระบุรี
    
                อมรบอกว่า การวิบัติที่เกิดขึ้นเป็นการวิบัติของลาดดินแบบเลื่อนหมุน ดินทรุดตัวและไถลลงไปในทิศทางของคลองหรือลำน้ำ สาเหตุหลักที่เกิดขึ้นเป็นเพราะระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้แรงดันน้ำในดินเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ดินสูญเสียเสถียรภาพและเลื่อนไถลลงมา ซึ่งปกติการออกแบบลาดคันคลองจะต้องปล่อยน้ำเพื่อให้มีระดับน้ำอย่างน้อยที่เรียกว่า “ระดับน้ำนอนคลอง” เพื่อรักษาเสถียรภาพของลาดดิน แต่ในกรณีที่มีน้ำไม่เพียงพอดังเช่นหน้าแล้ง หรือมีการสูบน้ำไปใช้อย่างมาก ทำให้ไม่มีระดับน้ำนอนคลองเพียงพอ จึงเกิดการวิบัติของลาดดินและเกิดการวิบัติของถนนตามมา
    
                ดังนั้นแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องในระยะยาวต้องมีการตรวจสอบถนนตามแนวลำน้ำหรือลำคลองว่ามีเสถียรภาพของเชิงลาดมากน้อยเพียงไร โดยต้องเก็บข้อมูลความแข็งแรงของชั้นดิน และทำการสำรวจหาหน้าตัดของคันคลองที่เปลี่ยนไป จากนั้นจึงวิเคราะห์หาอัตราส่วนความปลอดภัย รวมทั้งการแก้ไขปัญหานี้จะต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่ดี ปล่อยน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำขั้นต่ำ หรือทำการเสริมความแข็งแรงให้แก่คันคลอง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การสร้างกำแพงกันดิน ก่อสร้างเสาเข็มเป็นเดือยยึดดินเพื่อไม่ให้ดินทรุดตัว หรือปรับปรุงดินให้แข็งแรงขึ้น โดยใช้หลักการของซีเมนต์คอลัมน์ ใช้ปูนปั่นผสมกับดินเพื่อให้แข็งแรงขึ้น
    
                ประการสำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดทำฐานข้อมูลดังกล่าวและปรับปรุงทุกปี เพราะสภาพลำน้ำอาจเปลี่ยนแปลง ทำให้ความชันของลาดดินคันคลองเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี และต้องหาจุดเสี่ยงเพื่อแก้ไขอย่างเร่งด่วน