
แชมป์ละตินของชิลี
11 ก.ค. 2558
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : แชมป์ละตินของชิลี
หลังจากลูกจุดโทษแบบ "พาเนนกา" ของ อเลกซิส ซานเชซ ไปจบที่ก้นตาข่าย นั่นหมายความว่า "ลา โนฆา" ชิลี ได้ครองแชมป์โคปา อเมริกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 99 ปีของทีม และเป็นอีกครั้งที่ "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา ต้องผิดหวังกับการลุ้นถ้วยแชมป์แรกในรอบ 22 ปี
ตลอดเกมของนัดชิงชนะเลิศที่กรุงซานติอาโก เป็นอีกเกมของนัดชิงชนะเลิศโคปา อเมริกา ที่สนุกตื่นเต้นตลอดทั้งเกม แม้ว่าเกมทั้ง 120 นาที ทั้งชิลี และอาร์เจนตินา ไม่สามารถทำประตูกันได้ และต้องมาตัดสินกันที่การดวลจุดโทษตัดสิน ซึ่งจังหวะตัดสิน ซานเชซ ยิงได้อย่างเจ็บแสบ หลังจากที่ กอนซาโล อิกัวอิน กับ เอเวร์ บาเนกา เป็นนักเตะ 2 คนที่พลาดของอาร์เจนตินา
อย่างไรก็ตามถึงการตัดสินแชมป์จะมาจากการยิงจุดโทษ แต่รูปเกมนี้ ชิลีก็ถือว่าทำผลงานได้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยตัว อเลกซิส เอง มีลุ้นยิงประตูชัยให้ทีมถึงสองครั้ง ขณะที่ เคลาดิโอ บราโบ เอาชนะ เซร์คิโอ อาเกโร กับ เอเซเกล ลาเวซซี ของอาร์เจนตินาได้
จุดตัดสินเกมเกือบจะเกิดขึ้นในช่วงทดเจ็บของช่วงเวลาปกติ จากเกมโต้กลับ แต่สุดท้ายก็ทำกันได้ไม่เนียน มุมยิงของอิกัวอิน จึงไม่เพียงพอ และในช่วงต่อเวลาก็เป็นชิลี ที่ดูดีกว่า มีลุ้นกว่า ก่อนจะมาคว้าแชมป์ด้วยจุดโทษ เป็นการเปิดความสำเร็จแรกแบบพลิกความคาดหมายอยู่บ้าง เพราะ อาร์เจนตินา ขึ้นชื่อเรื่องจุดโทษอยู่พอสมควร เพราะครั้งนี้เป็นเพียงความพ่ายแพ้ครั้งที่สองในรอบ 11 ปี
ว่ากันว่าการคว้าแชมป์ของชิลีครั้งนี้ เป็นการคว้าแชมป์ที่จวบเหมาะจริงๆ เพราะหากไม่สามารถทำได้ในโคปา อเมริกา 2015 ครั้งนี้แล้ว โอกาสต่อๆ ไปถือว่าลำบากเอามากๆ เพราะตามมาตรฐานของแดนละตินอเมริกาแล้ว ยังไงก็มี "แซมบา" บราซิล กับ อาร์เจนตินา เป็นกระดูกชิ้นโต ไหนจะมี "จอมโหด" อุรุกวัย อยู่อีกทีม ถือเป็นโชคดีที่ หลุยส์ ซัวเรซ โดนแบนในทัวร์นาเมนต์นี้ไปพอดี
การเป็นเจ้าภาพในช่วงที่มีนักเตะชั้นดีอย่าง อาร์ตูโร บิดัล และ อเลกซิส ซานเชซ ในทีม เป็นหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชิลี เล่นในฟอร์มที่มีพลังมาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ แม้ว่าบางเกมจะต้องเอาชนะคู่แข่งแบบสูสี แต่สุดท้ายแล้วก็ยังแสดงให้เห็นว่าเป็นทีมที่เน้นเกมรุกมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ จากสถิติการยิงประตูได้สูงสุด อีกทั้งในเกมชิงชนะเลิศ ชิลีก็เป็นทีมที่มีลุ้นสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากกว่าทีมที่มีเกมรุกชั้นยอดรวมทั้ง ลิโอเนล เมสซี อย่างอาร์เจนตินา
สถิติบ่งบอกว่า ชิลี มีโอกาสยิงประตูถึง 18 ครั้งใน 120 นาที ขณะที่ทีมฟ้าขาวมีลุ้นเพียงแค่ 8 ครั้งเท่านั้น
ในทีมอาจจะมีดาราระดับโลกอย่าง อาร์ตูโร บิดัล กับ อเลกซิส ซานเชซ เป็นตัวชูโรง แต่ในทัวร์นาเมนต์นี้ก็ยังมีนักเตะคนอื่นๆ ที่แสดงตัวว่ายังเป็นตัวหลักในทีมชุดนี้เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็น แกรี เมเดล, ฮอร์เก บัลดิเบีย และ เมาริซิโอ อิสลา ก็ยังพิสูจน์ได้ว่ายังคงเป็นตัวหลักของทีม และที่ทีเด็ดคือการทำทีมของ ฮอร์เก ซัมเปาลี กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ ที่ยังจัดทีมให้เล่นในรูปแบบที่ตัวเองถนัดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าฝั่งตรงข้ามจะมีนักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 3 สมัยอย่าง ลิโอเนล เมสซี ก็ตาม
ความที่เมสซี มีผลงานที่ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนยามที่สวมเสื้อบาร์เซโลนา จึงเป็นอีกจุดที่ชิลีสบายขึ้นมาหน่อย โดยแม้ว่าสถิติของเกมในช่วงครึ่งแรก เมสซี จะเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุด แต่เมื่อเจอกับแท็กติกแบบ 5-3-2 ของซัมเปาลี ที่ส่ง ฟรานเชสโก ซิลวา ลงมาเป็นเซ็นเตอร์แบ็กพิเศษอีกคน ทำให้ทางเดินของเมสซี มีน้อยลงไป พื้นที่ของเมสซี ที่มีอย่างอิสระในเกมรอบรองชนะเลิศที่ถล่ม ปารากวัย 6-1 หายไปดื้อๆ ทำให้ความยอดเยี่ยมของดาวเตะรายนี้ถูกจำกัดไป
เป็นเรื่องเหลือเชื่อเหมือนกันที่ตลอดเกม 120 นาที เมสซี ไม่มีโอกาสยิงประตูเลยแพ้แต่ครั้งเดียว และการปล่อยบอลสวยๆ ในบางครั้ง เพื่อนร่วมทีมก็ไม่สามารถทำได้ตามที่หวัง
เรื่องแท็กติกของ ตาตา มาร์ติโน กุนซือของอาร์เจนตินา ก็ถือว่ามีส่วนเช่นกัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่มาร์ติโน ทำทีมแพ้ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยนี้ หลังจากที่เคยนำ ปารากวัย แพ้ อุรุกวัย แบบหมดทางสู้ 0-3 ในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 2011 มาคราวนี้ มาร์ติโน มีทีมที่ดีกว่าเดิมมาก แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จอยู่ดี
ประเด็นที่ถูกมองคือ มาร์ติโน ไม่สามารถดึงความสามารถของเมสซี ออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งครั้งหนึ่งเกิดขึ้นสมัยที่ทำหน้าที่เทรนเนอร์บาร์เซโลนา ในถิ่นคัมป์ นู ซึ่งเหลือเชื่อว่าไม่สามารถนำทีมคว้าแชมป์รายการหลักๆ ได้เลยแม้แต่ถ้วยเดียว และมีเสียงต่อว่ามาว่าเกิดจากระบบการซ้อมของ ตาตา ที่ไม่ดีพอ
สำหรับทัวร์นาเมนต์นี้ เป็นเรื่องเดิมๆ โดยหากจะดูที่ฟอร์มการเล่นแล้ว อาร์เจนตินา ชุดนี้เล่นดีจริงๆ เพียงแค่ 2 นัดคือในเกมกับโคลอมเบีย ที่ถือว่ารูปเกมสอบผ่าน และในรอบรองชนะเลิศกับปารากวัย ที่ระเบิดฟอร์มได้จริงๆ แต่สำหรับแท็กติกในนัดชิงชนะเลิศแล้ว เมื่อทีมที่มีนักเตะพรสวรรค์เต็มทีม ไม่สามารถเดินเกมของตัวเองได้ ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้ อีกทั้งยังถูกเกมโต้กลับของชิลี เล่นงานอยู่เกือบตลอดเกมอีกต่างหาก
เมื่อหลายๆ เหตุผลมาประกอบกัน ชิลี จึงกลายเป็นแชมป์โคปา อเมริกา ทีมใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว



