ข่าว

สหรัฐฯแถลงประณามไทยส่งตัว‘อูยกูร์’กลับจีน

สหรัฐฯแถลงประณามไทยส่งตัว‘อูยกูร์’กลับจีน

10 ก.ค. 2558

สหรัฐฯประณามไทยส่งตัวอูยกูร์กลับจีน-ทำลายกงสุญใหญ่กิตติมศักดิ์นครอิสตันบูลหวังว่าจะเจรจาได้อย่างสันติ"โฆษก กต."แจงการปฏิบัติต่อชาวอูยกูร์ยันพิสูจน์สัญชาติรอบคอบ

 
 
          วันที่ 10 ก.ค.58 นายจอห์ เคอร์บี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงข่าวประณามการกระทำของไทย ที่ได้ส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีนโดยไม่สมัครใจว่า สหรัฐฯ ขอประณามประเทศไทย ที่ได้ส่งตัวชาวอุยกูร์มากกว่า 100 คนไปยังจีนโดยไม่สมัครใจเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งบุคคลเหล่านั้นอาจต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงในประเทศจีน
 
          โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การกระทำของไทย เป็นการขัดกับพันธกรณีที่ไทยมีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการสากลว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือบุคคลที่อยู่ในสถานะความเสี่ยง สหรัฐฯ ยังขอแสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่ง ต่อสถานะของผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่อยู่ในประเทศไทย และขอให้รัฐบาลไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ รับชาวอุยกูร์ไว้โดยไม่บังคับส่งตัวกลับ
 
          นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังขอเรียกร้องให้จีนทำตามหลักการสากล และรับรองว่าจะมีความโปร่งใส ในการปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นด้วยความเหมาะสม สหรัฐจะยังคงเน้นย้ำถึงความห่วงใยให้ทุกฝ่ายเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และให้ความสำคัญกับหน้าที่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
 
          โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ ได้เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง ให้เจ้าหน้าที่ของไทยในทุกระดับ เคารพพันธกรณีที่ไทยมีต่ออนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน ซึ่งกำหนดให้ไทยห้ามส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับ และยังขอเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ สามารถเข้าถึงตัวผู้ลี้ภัยเหล่านั้นได้ เพื่อให้ยืนยันว่าจะมีการปกป้องและให้ความช่วยเหลือตามมนุษยธรรม และสหรัฐ ขอเรียกร้องให้ไทยส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่เหลืออยู่ ไปยังประเทศที่บุคคลเหล่านั้นมีความประสงค์ต่อไป
 
          อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ขอประณามการบุกทำลายสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของไทย ที่นครอิสตันบูล และหวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถหารือร่วมกันได้อย่างสันติในอนาคต





"โฆษก กต." แจงการปฏิบัติต่อชาวอูยกูร์ ยันพิสูจน์สัญชาติรอบคอบ
 
          นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวชี้แจงถึงการส่งกลับผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวมุสลิมที่อ้างว่าเป็นชาวตุรกี (ชาวอุยกูร์) ตามที่ได้มีการส่งชาวอุยกูร์ไปประเทศจีน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ว่า การดำเนินงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 มีชาวอุยกูร์ประมาณ 300 กว่าคน ได้หลบหนีเข้าประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลจีนได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยส่งบุคคลเหล่านี้กลับไปยังประเทศจีน เนื่องจากอาจมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายในประเทศจีน โดยรัฐบาลไทยได้ขอให้ฝ่ายจีนดำเนินการส่งหลักฐานการกระทำผิดและการพิสูจน์สัญชาติให้แก่ฝ่ายไทยพิจารณาก่อนที่จะดำเนินการส่งตัวให้ฝ่ายจีนต่อไป
 
          นายเสข กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงหลักมนษุยธรรมควบคู่กับหลักสิทธิมนษุยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย อีกทั้งรัฐบาลไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบจากหลักฐานของทุกฝ่ายสรุปว่า สามารถแยกชาวอุยกูร์ดังกล่าว ได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 172 คน ซึ่งกลุ่มนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการกระทำผิดกฎหมาย และบุคคลดังกล่าวได้แสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปตรุกีและรัฐบาลตุรกีพร้อมที่จะรับ ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยได้รับหลักฐานการกระทำผิดและการพิสูจน์สัญชาติชาวอุยกูร์จำนวน 109 คนจากรัฐบาลจีน และยังมีอีกประมาณ 60 คนที่ยังอยู่ในความดูแลของไทย
 
          นายเสข กล่าวอีกว่า จากข้อเท็จจริงข้างต้น รัฐบาลไทยจึงได้ดำเนินการต่อเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 และตัดสินใจส่งชาวอุยกูร์ จำนวน 172 คน ให้กับรัฐบาลตรุกี ซึ่งได้รับบุคคลเหล่านี้ไปตั้งถิ่นฐานในตรุกีเรียบร้อยแล้ว และในวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจส่งชาวอูยกูร์จำนวน 109 คน ตามที่รัฐบาลจีนได้ส่งหลักฐานการกระทำผิดและการพิสูจน์สัญชาติให้กับฝ่ายไทยแล้ว
 
          นายเสข กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังมีชาวอูยกูร์ ประมาณ 60 คน อยู่ในความดูแลของรัฐบาลไทยซึ่งยังไม่มีหลักฐานเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายรัฐบาลไทย โดยจะพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
 
          นายเสข กล่าวถึงความห่วงกังวลว่า ชาวอูยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีนอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ว่า รัฐบาลจีนได้ยืนยันกับรัฐบาลไทยว่าจะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ด้วยความเป็นธรรม และรับรองความปลอดภัย นอกจากนั้น ผู้ที่ไม่มีความผิดจะได้รับการดูแล โดยการส่งกลับคืนสู่สังคม และรัฐบาลจีนจะจัดหาที่ทำกินให้ตามความเหมาะสมต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยินดีเชิญรัฐบาลไทยส่งผู้แทนไปติดตามผลการปฏิบัติ ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติจะจัดผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยราชการต่างๆ รวมทั้งจะพิจารณาเชิญองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือไอซีอาร์ซี เข้าร่วมกับคณะของฝ่ายไทยเดินทางไปตามคำเชิญของรัฐบาลจีนต่อไป