
เปิดชนวนรอยร้าวตุรกี-อุยกูร์-จีน
เปิดชนวนรอยร้าวตุรกี-อุยกูร์-จีน เบื้องหลังถล่มกงสุลไทย
การบุกทำลายสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของไทย ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ของผู้สนับสนุนชาวอุยกูร์ด้วยอารมณ์โกรธแค้น นับเป็นเหตุโจมตีล่าสุดโดยฝีมือของกลุ่มที่สื่อตุรกีเรียกรวมๆ ว่า "พวกชาตินิยมสุดขั้ว" เดิมเป้าหมายหลักคือ จีน เพราะไม่พอใจการปฏิบัติต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกไกลของจีน
ความตึงเครียดระลอกล่าสุด เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวว่าทางการซินเจียงออกกฎหลายอย่างมุ่งจำกัดการถือศีลอดและการประกอบศาสนกิจในเดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม นอกเหนือจากการออกกฎห้ามการแสดงออกทางวัฒนธรรมและศาสนาเรื่อยมา เช่น การสวมผ้าคลุมศีรษะในที่สาธารณะรวมถึงบนรถสาธารณะ เป็นเรื่องต้องห้ามและมีโทษปรับ จีนถือว่าการไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ และเลี่ยงอาหารที่มิใช่ฮาลาล ถือเป็นพฤติกรรมสุดโต่ง
ผู้ประท้วงเริ่มอาละวาดเล่นงานร้านอาหารจีนในนครอิสตันบูล แม้ว่าเจ้าของร้านอาหารหนึ่งในนั้น เป็นชาวตุรกีและพ่อครัวเป็นชาวอุยกูร์
รวมทั้ง นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้กลุ่มหนึ่งพลอยรับเคราะห์ไปด้วยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะเที่ยวจัตุรัสสุลต่านอาห์เหม็ด ในอิสตันบูล เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ผู้ประท้วงที่เดินขบวนอยู่ พุ่งไปทำร้ายชาวเกาหลีเพราะคิดว่าเป็นคนจีน
นอกจากนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ hurriyetdailynews ในตุรกี ระบุว่า หลายวันมานี้ มีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นการสังหารหมู่ และการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนว่อนอินเทอร์เน็ต บรรยายถึงการกดขี่ของชาวฮั่นต่อชาวอุยกูร์ แต่หลายภาพเป็นคนละเรื่องกับคำบรรยาย และบางภาพไม่ได้มาจากซินเจียง ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพรรคขบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยม (เอ็มเอชพี) ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยม เริ่มเผยแพร่คำขู่ปองร้ายชาวจีนแบบไม่กลัวเกรง เช่น แผ่นป้ายแขวนที่อาคารแห่งหนึ่งว่า พวกเรากระหายเลือดชาวจีน
รัฐบาลจีนประกาศเตือนพลเมืองให้ระมัดระวังตัว และสถานเอกอัครราชทูตไทยในตุรกี เห็นสัญญาณไม่ดีตั้งแต่เกิดเหตุทำร้ายนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ และได้เริ่มประกาศเตือนให้คนไทยระวังความปลอดภัยเช่นกันนับแต่นั้น แต่ที่สุดทันทีที่รู้ว่าทางการไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนกว่า 90 คน แม้ว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ไทยได้ส่งกลับชาวอุยกูร์อีกส่วนไปยังตุรกีราว 170 คน ด้วยบรรยากาศที่คุกรุ่นมาก่อนแล้ว ผู้ประท้วงถึงกับบุกทำลายสถานกงสุลไทยในอิสตันบูลเมื่อคืนวันที่ 8 กรกฎาคม
สำหรับชาวตุรกี โดยเฉพาะผู้มีความคิดชาตินิยม ถือว่าชาวอุยกูร์ ซึ่งพูดภาษาเตอร์กิช เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวใหญ่ของชนชาติพันธุ์เติร์กที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วยูเรเซีย พวกเขาล็อบบี้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต้องให้ที่ลี้ภัยแก่ชาวอุยกูร์ที่หลบหนีการปกครองของจีน และอนุญาตให้ชาวอุยกูร์ได้รณรงค์ต่อต้านนโยบายของจีนบนแผ่นดินตุรกีได้
ตุรกียังให้ที่ลี้ภัยแก่แกนนำอุยกูร์มาตั้งแต่ทศวรรษหลังปี 2493 นับจากให้ที่พักพิงแก่ อิซา ยูซุฟ อัลพท์เทคิน ผู้นำสาธารณรัฐเตอร์กิสถานตะวันออก ที่อุยกูร์สถาปนาขึ้นทางใต้ของมณฑลซินเจียง ช่วงปี 2476-2477
ที่อิสตันบูล ยังมีสวนสาธารณะเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งชื่อตามบุคคลผู้นี้ อยู่ใกล้กับมัสยิดสีฟ้า ใจกลางประวัติศาสตร์ของเมือง
ในปี 2508 ทางการตุรกีส่งเครื่องบินไปอพยพชาวอุยกูร์ราว 200 คนที่เดินเท้าหลบหนีจากซินเจียงเข้าไปอัฟกานิสถาน และพาไปลงหลักปักฐานในเมืองไควเซรี (Kayseri) ทางภาคกลาง ซึ่งเป็นชุมชนชาวอุยกูร์ขนาดใหญ่มาจนวันนี้
รัฐบาลตุรกีไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการว่าชาวอุยกูร์ที่อยู่ในประเทศมีจำนวนเท่าใด แต่กลุ่มชาวอุยกูร์ ระบุว่า มีราว 2 หมื่นคน และจำนวนมากไม่เคยไปจีนมาก่อน
ชาวอุยกูร์ราว 1,500 คนอยู่ที่เมืองไควเซรี แต่ส่วนใหญ่อยู่ในอิสตันบูล โดยเฉพาะชุมชนเซย์ทินบูร์นู ใกล้กับย่านเมืองเก่า และมีรายงานว่าชาวอุยกูร์ที่หลบหนีจากจีนส่วนใหญ่ มักต้องการไปอิสตันบูล นอกจากนี้ ยังมีชาวอุยกูร์อีกหลายแสนกระจายอยู่ในอดีตประเทศสหภาพโซเวียต
การปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ในจีน และการโอบอุ้มช่วยเหลือชาวอุยกูร์ที่หนีภัยมาจากซินเจียง เป็นประเด็นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับจีนร้าวฉานเป็นระยะ โดยเฉพาะหลังปี 2552 เหตุจลาจลระหว่างเชื้อชาติในเมืองอุรุมชี เมืองเอกของซินเจียง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 156 คน นายเรเจ๊บ ตอยิบ แอร์ดวน นายกรัฐมนตรีของตุรกีในขณะนั้น (ปัจจุบันเป็นประธานาธิบดี) ถึงกับออกปากว่าความรุนแรงที่นั่น คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทำให้รัฐบาลปักกิ่งไม่พอใจอย่างรุนแรง
ขณะที่จีนก็ไม่พอใจนักเคลื่อนไหวชาวอุยกูร์ในตุรกี ที่จำนวนมากเป็นสมาชิกกลุ่ม "โฮม ออฟ ยูธ" ซึ่งสนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระของสาธารณรัฐเตอร์กิสถานจากซินเจียง คนกลุ่มนี้ก่อเหตุโจมตีชาวจีนและผลประโยชน์ของจีนในตุรกีหลายครั้งหลายหน รัฐบาลปักกิ่งเคยแสดงความกังวลความเคลื่อนไหวขององค์กรนี้ และหวังให้ตุรกียับยั้งกิจกรรมแบ่งแยกดินแดนที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อจีน
เบื้องหลัง“ถล่มกงสุลไทยในตุรกี”
"สุนัย ผาสุก” ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงเบื้องลึกจังหวะเวลาของ “กลุ่มผู้ประท้วงในตุรกี” ที่บุกทำลายทรัพย์สินของสถานกงสุลไทย ณ นครอิสตันบูล เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 8 กรกฎาคม เป็นจังหวะเดียวกับที่มีข่าวลือว่ารัฐบาลไทยนำตัวชาวอุยกูร์ที่หลบหนีเข้าเมืองจำนวน 115 คน ขึ้นเครื่องบินทหาร 2 ลำไปส่งประเทศจีน
“แสดงว่ามีการประสานงานจากกลุ่มญาติของชาวอุยกูร์ในไทย กับญาติที่อาศัยในตุรกี พวกเขารู้อยู่แล้วว่าการส่งชาวอุยกูร์กลับจีนเป็นเรื่องอันตราย เพราะคนที่หลบหนีออกมาจากจีน เมื่อถูกส่งกลับไปรัฐบาลจีนจะลงโทษอย่างรุนแรง ทำให้ญาติในตุรกีโกรธแค้นมาก"
ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ บอกว่า ตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มค้นหาข้อมูลว่าเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว ที่รัฐบาลไทยได้ส่งผู้หญิงและเด็ก 170 คนไปตุรกีนั้น เป็นญาติหรือครอบครัวเดียวกับผู้ที่ถูกส่งไปจีนหรือไม่ มีการแยกผู้หญิงผู้ชายอย่างไร เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้เครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนและกลุ่มผู้ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลสัญญามาตลอดว่าจะยังไม่ส่งคนกลุ่มนี้ออกไปประเทศใดทั้งสิ้น แต่ทำไมถึงตัดสินใจกะทันหัน
นายสุนัย บอกด้วยว่า สิ่งที่ต้องห่วงตอนนี้คือความปลอดภัยของคนไทยในตุรกี เพราะเคยมีคนจีนที่นั่นโดนลอบทำร้ายจากกลุ่มผู้ประท้วงหลายครั้ง ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยคงต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เชื่อว่าจะมีหลายองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายประเทศเข้ามากดดัน เพราะไทยอยู่ภายใต้ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” (Universal Declaration of Human Right)
ด้านผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรประสานงานด้านผู้ลี้ภัยนานาชาติ ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยรับรู้มาตลอดว่ามีกลุ่มอุยกูร์หลบเข้ามาในไทยหรืออาศัยประเทศไทยเป็นทางผ่านจากจีนไปยังตุรกี โดยลักลอบเข้ามา 2 เส้นทางคือ จากกัมพูชา โดยมาทางชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และเส้นทางชายแดน จ.หนองคาย ผ่านเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อสถานทูตตุรกีให้ช่วยเหลือ แต่เมื่อปลายปี 2557 มีการรวบรวมผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวอุยกูร์เกือบ 300 คนไว้ที่ด่านสงขลา ถือเป็นการทำผิดพลาดครั้งสำคัญ
"ที่ผ่านมาเราทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่การรวมพวกเขาเป็นกลุ่มใหญ่เอาไว้ที่เดียวกันและมีสื่อมวลชนมาทำข่าว ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเป้าใหญ่ ตัวแทนจีนและตุรกีต่างพยายามเข้ามาแสดงความจำนงที่ต้องให้คนกลุ่มนี้เดินทางจากไทยไปยังประเทศของตน แน่นอนผู้อพยพชาวอุยกูร์อยากไปตุรกี แต่ฝ่ายจีนก็กดดันไทยว่าต้องส่งตัวกลับไทย สร้างความสงสัยให้หลายฝ่ายว่าทำไมจีนต้องอยากได้กลับไป ทั้งที่พวกเขาหลบหนีออกมาจากจีน”
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า จีนมีเหตุผลหลักอย่างน้อย 2 ประการคือ 1.ไม่ต้องการให้ผู้หลบหนีออกไปสร้างเครือข่ายแล้วส่งเงินหรือความช่วยเหลือต่างๆ ไปยังกลุ่มอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน หลายคนที่ออกไปแล้วพยายามหาหนทางช่วยญาติหรือเพื่อนๆ ที่เหลืออยู่ในจีนหลบหนีออกมาด้วย หรือส่งเงินไปให้กลุ่มหัวรุนแรงบางส่วนสร้างความวุ่นวายหรือก่อการร้ายในจีน
2.เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของจีน เพราะถือว่ากลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนจีน ต้องให้ความเคารพและเชื่อฟังรัฐบาล การหลบหนีออกนอกประเทศถือว่าทำให้รัฐบาลจีนเสียหน้ากับประเทศอื่นหรือในเวทีสากลเป็นอย่างมาก



