ข่าว

หวนคืนสู่ความยั่งยืน

หวนคืนสู่ความยั่งยืน

10 ก.ค. 2558

หวนคืนสู่ความยั่งยืน : บทบรรณาธิารประจำวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2558

             ท่ามกลางสถานการณ์อุตสาหกรรมประมงไทยกำลังเผชิญมรสุมที่โหมกระหน่ำ ทั้งแรงกดดันจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่ขีดเส้นให้ประเทศไทยต้องทำประมงตามกฎเกณฑ์ หรือไอยูยู ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ที่ยังปรับตัวไม่ทันตามเส้นตายที่รัฐบาลกำหนด จนกลายสภาพเป็นเรือผิดกฎหมาย นำมาสู่ความหวั่นวิตกว่าอาหารทะเลจะหายไปจากตลาดและขาดแคลนสำหรับการบริโภคขึ้นได้ แต่ บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเล มองว่า เป็นโอกาสอันดีที่รัฐจะได้แก้ปัญหาทำการประมงแบบทำลายล้างที่เกินศักยภาพของทะเล (over fishing) และผิดกฎหมายอย่างที่ผ่านๆ มา เพราะการทำประมงที่มีชัยชนะเหนือรัฐด้วยแรงกดดันจนเกิดการนิรโทษกรรมมาแล้วหลายครั้งนั้น ได้สร้างความความเสื่อมโทรมให้แก่ทรัพยากรในทะเล และความล่มสลายของอาชีพชุมชนประมงชายฝั่ง

             การประมงพื้นบ้านถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง คล้ายกับเป็นทางเลือกในสถานการณ์วิกฤติอันตื่นตระหนกที่น่าพิจารณาก็คือ ในวิถีชีวิตของชาวชุมชนริมทะเลหลายจังหวัดนับตั้งแต่ภาคตะวันออกลงไปจรดใต้ทั้งสองฝั่งทะเล พวกเขากลับเป็นกลุ่มที่ยึดถือกติกาของการจับสัตว์น้ำอย่างเคร่งครัด รู้จักพอเพียง และรักษามรดกทางธรรมชาติอันตกทอดมาหลายชั่วอายุคน รุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่ในทางกลับกันประมงพาณิชย์มุ่งเน้นการผลิตในรูปแบบของอุตสาหกรรมที่มีเรือประมง อุปกรณ์การทำประมง เช่น อวนลาก เป็นเครื่องจักรกวาดต้อนสินค้าสัตว์น้่ำอย่างบ้าคลั่ง ทำลายล้างทุกสิ่งอย่างในท้องทะเล ก็เพื่อตอบสนองโรงงานแปรรูปอาหารทะเลบนฝั่ง ซึ่งแน่นอนว่า ทุกชีวิตที่เข้าร่วมในสายพานการผลิตก็ตกอยู่ในสภาพฟันเฟืองของเครื่องจักรนั้นด้วย เมื่อเฟืองตัวหนึ่งขาดหายไป ก็จำเป็นต้องหาทดแทนในทันทีและก็เป็นที่มาของแรงงานต่างด้าว และการจ้างงานผิดกฎหมายอันก้าวล้ำไปถึงปัญหาการค้ามนุษย์อีกต่างหาก

             ประเด็นถกเถียงอันต่อยอดจากปัญหาการทำประมงแบบอุตสาหกรรม ขณะนี้จึงน่าจะอยู่ที่ "ความพอดี" ของการใช้ทรัพยากร ซึ่งต้องจัดวางน้ำหนักระหว่างการค้าในระบบทุนนิยมที่ผลาญทรัพยากรอย่างรุนแรงเพื่อแลกกับความมั่งคง กับความมั่นคงในด้านอาหารและรูปแบบของเศรษฐกิจพอเพียง ดังเช่นการจัดการทรัพยากรบนบก ทั้งป่าไม้ และพื้นที่ทำกิน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมการเกษตรหรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่กว้างใหญ่ที่กำลังกลืนกินอาชีพเกษตรกรรายย่อยนั้น เป็นส่วนสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการทำลายป่าไม้ และความสมบูรณ์ของน้ำ และดินตามธรรมชาติ ซึ่งที่สุดจำต้องทดแทนด้วยการเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยธนาคารน้ำ ธนาคารเมล็ดพันธุ์ เกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชผสมผสาน เน้นความยั่งยืนมากกว่าผลผลิตจำนวนมากภายใต้บริษัทยักษ์ใหญ่สินค้าธัญญาหาร เช่นที่การจัดการทรัพยากรทางทะเลก็จำเป็นต้องมีบ้านปลา ธนาคารปู การปลูกป่าชายเลน และสร้างเขตอนุรักษ์ขึ้นมาทดแทน

             สังคมไทยพูดกันมามาก และยาวนานพอสมควร สำหรับวาระชาติอันว่าด้วยการจัดระเบียบการใช้ทรัพยากร ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะลงตัวได้ ในเมื่อทรัพยากรทั้งทางบกและทางทะเลถูกใช้ไปในระบบอุตสาหกรรมที่อาศัยการผลิตซ้่ำจำนวนมากๆ เพื่อการส่งออกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุนนิยม หากแต่ในเวลาเดียวกัน กรณีที่เกิดขึ้นนั้นก็ชัดเจนแล้วว่าส่วนหนึ่งมาจากการละเมิดกฎกติกาที่สังคมได้วางเอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจับสัตว์น้ำแบบทำลายล้าง หรือการแผ้วถางเพื่อการเกษตรเชิงเดี่ยว เสียงแซ่ซ้องขานรับเกษตรผสมผสานปลอดสารพิษ และการประมงชายฝั่งยั่งยืนที่เชื่อมต่อด้วยเครือข่ายโยงใยสู่ผู้บริโภคที่เริ่มขยายกว้างขวางออกไป ถือเป็นธงนำของการบริหารทรัพยากรด้วยชุมชนที่ภาครัฐควรสนับสนุนในทุกๆ ช่องทาง เพราะนี่คือหนทางรอดพ้นจากหายนะ ที่สังคมและชุมชนร่วมกันกำหนดทิศทาง