ข่าว

‘บิ๊กตู่’ยัน‘อุยกูร์’ก่อเหตุที่ถูกส่งกลับรวมกลุ่มเดิม

‘บิ๊กตู่’ยัน‘อุยกูร์’ก่อเหตุที่ถูกส่งกลับรวมกลุ่มเดิม

09 ก.ค. 2558

‘บิ๊กตู่’ลั่นหากรุนแรงรปิดสถานทูตไทยในตุรกี ยัน‘อุยกูร์’ก่อเหตุที่ถูกส่งกลับรวมกลุ่มเดิม ยันทำตามพันธสัญญาระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม บัวแก้วพร้อมถกเตรียมท่า

              เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10ก.ค.58 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงปัญหาการก่อเหตุรุนแรงที่สถานกงสุลไทยในตุรกีเนื่องจากการส่งตัวชาวอุยกูร์ว่า   เป็นกลุ่มที่ส่งกลับไปนั่นแหละ กลับไปรวมกลุ่มกับคนที่อยู่เก่าอยู่แล้วที่ตุรกี ก็เป็นเรื่องของตุรกีเขา เขาต่อสู้ตามแนวความคิดของเขาก็เป็นเรื่องของเขาสิ ทำไมจะต้องเอาไทยไปขัดแย้งกับตุรกี ขัดแย้งกับจีน หรืออุยกูร์ ความจริงไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับเราสักเรื่องเลย อย่าไปกังวลเรื่องนี้เลย เดี๋ยวมันก็คลี่คลาย ไม่งั้นเดี๋ยวก็บานปลายไปสู่เรื่องนั้นเรื่องนี้ไปถึงชาวมุสลิมกลายเป็นเรื่องใหญ่โต สื่อก็ช่วยกันทำให้เรื่องต่างๆ มันลดลงหน่อยได้หรือไม่ ผมไม่ได้ขัดแย้งกับมุมมองของสื่อ แต่ขอให้มองว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่ตรงไหน ความขัดแย้งอยู่ที่ไหน ถ้ามัวแต่ไปขยายความขัดแย้งอยู่อย่างนี้ หาเรื่องไปเรื่อยๆ ปัญหาไม่มีวันจบก็ขอให้สื่อเลิกเสียที เรื่องไหนมีการอธิบายแล้วก็ขอให้จบ ไม่ต้องไปขุดขุ้ยให้มันได้อะไรขึ้นมา

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตนทราบมาตั้งแต่ต้นแล้ว เวลานี้เราอย่าไปดูหรือห่วงแค่สถานกงสุล แต่ต้องดูว่าคนของเราปลอดภัยหรือไม่ ในส่วนของความเสียหายก็ต้องเสียหายเป็นธรรมดา ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็ต้องว่ากันไป เสียหายเมื่อไหร่ก็ซ่อมได้ วันนี้เราต้องดูความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และต้องมาดูว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร และไทยไปเกี่ยวข้องแค่ไหน

              พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า  อย่าลืมว่าวันนี้เราไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ขอร้องว่าอย่าเอาเราไปเป็นคู่ขัดแย้งทุกเรื่องเลย วันนี้เราเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งสิ้น มันมีกระบวนการตรวจสอบการพิสูจน์สัญชาติ มีความผิดอะไรหรือไม่ เราในฐานะประเทศคนกลางก็ต้องตรวจสอบและแยกส่งให้เกิดความชัดเจน ถ้าเราไม่ทำแบบนี้มันก็มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ส่งกลับไปยังประเทศต่างๆ ตามขั้นตอนและหลักฐาน ซึ่งบางประเทศมีปัญหามากกว่านี้เสียอีก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ขอให้มีการแก้ไขกันในระดับรัฐบาลดีกว่า ยืนยันว่าขณะนี้เรากำลังทำอยู่

              เมื่อถามว่า ในการดูแลความปลอดภัยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ของเราเข้าไปดูหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ฉุนเฉียวว่า “จะส่งใคร จะให้เจ้าหน้าที่ที่ไหนไป แล้วจะไปได้อย่างไร เอากำลังพลไปได้หรือไม่เล่า เรื่องนี้อย่าลืมว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตุรกี ซึ่งเราก็ต้องไปถามทางตุรกีว่าดูแลความปลอดภัยให้เราได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมได้คุยกับเอกอัครราชทูตตุรกีแล้ว ซึ่งฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการพูดคุยแล้วเช่นกัน ผู้นำไม่จำเป็นต้องคุยกันทุกเรื่อง กฎหมายมันมีอยู่แล้ว ระเบียบวิธีปฏิบัติก็มีอยู่แล้ว แต่สิ่งอื่นที่เกิดขึ้นมาก็เป็นการเรียกร้องเพิ่มเติมก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและทุกอย่าง   เมื่อดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายก็ให้ถือเป็นเรื่องปกติ และต้องเห็นใจประเทศไทยที่อยู่ตรงกลางบ้าง เราไม่อยากไปขยายความขัดแย้งอยู่แล้ว

              ที่ผ่านมาเรายึดหลักของสิทธิมนุษยชนและเคารพกฎหมายต่างๆ แต่อย่าลืมว่าต้องเคารพกฎหมายของแต่ละประเทศเขาด้วย แต่เมื่อเราส่งไปแล้วหากมีปัญหามันก็ไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว สื่อก็ต้องไปย้อนถามกลับประเทศนั้นๆ ว่า เมื่อส่งไปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ของไทย เมื่อกลับไปแล้วสงบหรือไม่ กลับไปประเทศตุรกีแล้วมีการไปล้อมสถานทูตจีนและทำลายเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง แสดงว่าควบคุมอะไรไม่ได้เลย แต่ผมก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องของผมก็ส่งไปให้แล้ว มันอยู่ที่กติกา สัญญาว่าอย่างไรในขณะที่อีกประเทศหนึ่งสัญญาว่าจะดูแลให้ดีที่สุด ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ไปใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาและลงโทษ มีการรับรองซึ่งทั้งหมดก็ต้องรับรองซึ่งกันและกันด้วย

              ทั้งนี้ผมก็ให้กระทรวงการต่างประเทศประเมินดูว่า ถ้าสถานการณ์ยังเกิดความรุนแรงขึ้นก็อาจจะต้องปิดสถานทูตไทยในตุรกีแล้วหาที่ทำงานใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย วันนี้ยืนยัน เรายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตุรกีอยู่ วัยนี้เราต้องช่วยกันลดแรงกดดันลงไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันจะกลับมาที่ตัวเราเอง อย่าลืมว่าเราเป็นประเทศที่อยู่กลางทาง เหมือนกรณีปัญหาการค้ามนุษย์โรฮิงญา เนื่องจากมีการหลบหนีข้ามแดนมาอยู่กับเรา เราต้องพิสูจน์สัญชาติว่าใครเป็นพวกไหน อย่างไร เกิดที่ไหน ก็ต้องส่งกลับไปตามนั้น”

              เมื่อถามย้ำว่า เรามั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของชาวอุยกูร์ที่ส่งไปจีนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า"จีนเขารับรองความปลอดภัย เขายืนยันจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่เกี่ยวข้องก็จะปล่อยตัว หาที่ทำกินให้ ถ้ามีหลักฐานประจักษ์ชัดเจนก็ต้องดำเนินคดี ตามความรุนแรงของโทษ อย่าไปคิดอะไรให้มันเรื่อยเปื่อย จะทำอย่างไรถ้าไม่ทำอย่างนี้จะทำแบบไหน หรือว่าจะเลี้ยงให้จนชาติหนึ่งมีลูกอีก 3 ชั่วคนหรืออย่างไร โธ่! แต่ยืนยันว่าไทยปฏิบัติถูกต้องทุกประการ ไม่ต้องมากังวล ผมทำอะไรระมัดระวังอยู่แล้ว วันนี้ขออธิบายให้ชาวมุสลิมได้ทราบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปทำลายใครทั้งสิ้น ความมุ่งหวังของเราคือให้เกิดความสงบสุขมากที่สุด ก็เหมือนกับกรณีถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามก็ต้องไปดูตามพันธสัญญาของกฎหมาย เราจะไปทำตามใจตนเองไม่ได้ หรือจะเข้าข้างใดข้างหนึ่งก็ไม่ได้ ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ก่อน วันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลักฐานต่างๆ ที่ได้มา หลักฐานใครพร้อมและชัดเจนมากกว่าก็ต้องส่งกลับไป"

              เมื่อถามว่า ขณะนี้ตุรกี ได้ช่วยดูแลสถานทูตไทยอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เขาก็ต้องดูแลเรา เราคงจะไปสั่งเขาไม่ได้ วันนี้ก็ได้ขอร้องเขาไปแล้วว่าให้ช่วยดูแลก็อยู่ที่ว่าเขาจะดูแลเราได้แค่ไหน มีขีดความสามารถแค่ไหน แต่ปัญหามันอยู่ที่ความรุนแรงเกิดขึ้นเพราะคนกลุ่มนี้”  เมื่อถามว่าคนไทยที่อาศัยในตุรกีขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มี ผลกระทบ ถ้ามีก็คงมีการรายงานขึ้นมา ถ้ารายงานมาเมื่อไหร่ก็ทราบเมื่อนั้น เรื่องนี้ตนรู้มาตั้งแต่ต้นจนจบ


บัวแก้วพร้อมถกเตรียมท่าทีชี้แจงUNHCR

              กระทรวงการต่างประเทศได้จัดประชุมเป็นการภายในเพื่อหารือ ต่อกรณีการดำเนินนโยบายต่อกลึ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวอูยกูร์ในประเทศไทย ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ได้สอบถามข้อมูลรายละเอียดของสถานการณ์ล่าสุดจากทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง อังการา ประเทศตุรกี เพื่อหารือถึงการออกมาตรการดูแลคนไทยในตุรกี และคนไทยที่จะเดินทางท่องเที่ยวที่ตุรกี ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่พอใจของคนท้องถิ่นในขณะนี้ นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าว เพื่อเตรียมท่าทีชี้แจงต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ ซึ่งได้สอบถามมายังกระทรวงการต่างประเทศถึงการดำเนินงานของทางการไทยต่อชาวอูยกูร์ ตามหลักการพื้นฐานสากล อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การประชุมดังกล่าว เริ่มขึ้นจนถึงขณะนี้ เป็นเวลากว่า 7 ชั่วโมง ยังไม่มีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศคนใดออกมาให้ข้อมูลถึงผลการประชุมดังกล่าว แต่อย่างใด

สถานทูตไทยกรุงอังการาเปิดสายด่วน

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานเอกอักรราชทูตไทยประจำกรุงอังการา เปิดสายด่วนของสถานทูตฯ และประกาศแจ้งให้คนไทยทราบ กรณีมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน ที่เบอร์โทรศัพท์ +90 533 641 5698 แต่หากเป็นเรื่องกงสุล สามารถติดต่อที่เบอร์ +90 312 437 4318