
เปิดเส้นทางผู้อพยพอุยกูร์เข้าไทย
เปิดเส้นทางผู้อพยพอุยกูร์เข้าไทย หลังสนง.กงสุลใหญ่ตุรกีถูกทุบ ยูเอ็นเอชซีอาร์ออกแถลงการณ์ไทยละเมิด ด้านผู้นำศาสนาใต้ชี้กระทบสัมพันธ์
จากกระแสข่าวที่ว่า สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ถูกบุกรุกและทรัพย์สินเสียหาย ในค่ำคืนวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไม่มีคนไทยบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบ และได้เตือนคนไทยให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้นและติดตามข่าวสารจากสถานทูตฯอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้คนไทยที่พักอาศัยอยู่ทั่วประเทศตุรกีมีประมาณ 1,300 คน
สาเหตุเกิดจากความไม่พอใจที่มีกระแสข่าวว่าประเทศไทยเตรียมส่งกลุ่มชาวอูยกูร์ที่ลักลอบเข้าประเทศไทยคืนให้กับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่พวกเขาเดินทางออกมาเพื่อจะไปยังตุรกี เบื้องต้นได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศว่า ขณะนี้ทางการไทยไม่มีนโยบายส่งผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวอุยกูร์กลับคืนให้กับจีน และที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ทางการไทยยังไม่เคยมีการนำตัวชาวอูยกูร์ที่ลักลอบเข้าไทยส่งกลับไปยังจีน แต่อย่างใด
ทั้งนี้เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 8 ก.ค.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปฏิเสธตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่กระแสข่าวที่ทางการไทยมีการส่งตัวชาวมุสลิมอุยกูร์ จำนวย 170 คน ไปประเทศตุรกี โดยระบุเพียงว่า เป็นเรื่องของกระทรวงต่างประเทศเขาทำ พร้อมทั้งย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “อยากพูดให้แตกแยกนักเลย รบในประเทศยังไม่พอหรืออย่างไร”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ยูเอ็นเอชซีอาร์ออกแถลงการณ์
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความตกใจต่อกรณีที่ประเทศไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ กว่า 100 คน กลับไปยังประเทศจีน ซึ่งมีทั้งผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ต้องการเดินทางกลับจีนก็ตาม
ในแถลงการณ์ของยูเอ็นเอชซีอาร์ ระบุด้วยว่า ในกรณีดังกล่าว ทางยูเอ็นเอชซีอาร์ได้ติดตามเหตุการณ์มาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว และได้เข้าพูดคุยกับผู้แทนรัฐบาลไทย เพื่อขอให้ไทยยืนยันว่าจะจัดการกับปัญหานี้ตามหลักกฎหมายสากล และผู้ลี้ภัยจะยังได้รับการคุ้มครอง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยได้ส่งชาวอุยกูร์ไปประเทศที่ 3 แล้วกว่า 172 คน แต่ต่อมา ทางไทยกลับส่งผู้ลี้ภัยอีกกลุ่มหนึ่งไปยังประเทศจีน ถือเป็นการละเมิดกฎหมายสากล จึงขอให้เจ้าหน้าที่ไทยทำการสืบสวน และเคารพหลักการพื้นฐานในการให้การช่วยเหลือ และเคารพความต้องการของบุคคลเหล่านั้น
ผู้นำศาสนาใต้ชี้กระทบสัมพันธ์ไทย-ตุรกี
ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ หัวหน้าฝ่ายวิชาการและการต่างประเทศ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา เปิดเผย “ผู้สื่อข่าว” ว่า หากรัฐบาลไทยดำเนินการด้วยการส่งตัวอุยกูร์ให้กับประเทศจีน เท่ากับประเทศไทยได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะการส่งอุยกูร์ให้ทางการจีน เท่ากับส่งเขาไปตาย เพราะจีนไม่ได้สนใจเรื่องการคารพสิทธิมนุษยชน การเคารพในการนับถือศาสนา ซึ่ง”อุยกูร์”เขามีปัจจัยทางศาสนา ปัจจัยทางเชื้อชาติจนทำให้เขาไม่สามารถที่จะรับรัฐบาลจีน เขาจึงลุกขึ้นมาต่อสู้
ส่วนการเข้าไปดูแลอุยกูร์ในขณะที่ควบคุมตัวอยู่ จ.สงขลา ซึ่งขณะนี้ทราบว่ายังมีอยู่ประมาณ 50 คน คือ การเข้าไปดูแลเรื่องการทำอาหารเลี้ยง โดยมีองค์กรที่เขาสนับสนุนงบประมาณในการเลี้ยงอาหาร ซึ่งการดูแลอุยกูร์จะดีกว่าการดูแลโรฮิงญา เนื่องจากอุยกูร์มีองค์กรต่างที่คอยให้การช่วยเหลือด้านงบประมาณด้านอาหาร
“พูดง่ายๆการดูแลอุยกูร์ที่จ.สงขลา ได้รับการดูแลที่ดีกว่า โรฮิงญา”
แต่เพิ่งทราบจากข่าววันนี้ว่ามีการส่งตัว อุยกูร์ ให้กับทางการจีน เพิ่งทราบข่าวเหมือนกัน ก็เลยไม่แน่ใจว่าตอนนี้ อุยกูร์ ที่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่มีจำนวนกี่คน และอยู่ที่ไหนบ้าง ต้องขอตรวจสอบอีกครั้ง เพราะไม่คิดว่าว่ารัฐบาลจะดำเนินการแบบนี้สำหรับการส่งตัวอุยกูร์ให้จีน
เพราะก่อนหน้านั้น อุยกูร์ ที่ถูกควบคุมตัวที่จ.สงขลา มีการว่าจ้างทนายร้องต่อศาลให้มีการส่งตัวเขากลับตุรกี เนื่องจากบางส่วนมีหนักงสือเดินทางของตุรกีที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้สามารถดำเนินการได้ ฉะนั้นสิ่งที่อยากเรียกร้องต่อรัฐบาลก็คือการส่งตัว อุยกูร์ เหล่านี้ไปประเทศ ตุรกี เนื่องจากบางส่วนมีหนังสือเดิน มีบัตรประจำตัวประชาชน ตุรกี ถูกต้อง ฉะนั้นการควบคุมตัวคนเหล่านี้ เท่ากับเป็นการกักขังคนสัญชาติอื่นโดยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
“ทำไมไม่ส่งตัวคนเหล่านี้กลับตุรกี ในเมื่อเขามีหลักฐาน ตอนนั้นเขาว่าจ้างทนายให้ฟ้องศาลเพื่อให้ส่งตัวเขาไปตุรกี แต่ศาลยกฟ้อง โดยการฟ้อง ฟ้องว่า เขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการปล่อยตัว เพราะกักขังเขามานาน เพราะรู้แล้วว่าเขาเป็นคนสัญชาติไหน ก็ต้องให้เขากลับตามสิทธิ์ของเขา”
ส่วน อุยกูร์ ที่ถูกควบคุมตัวที่จ.สงขลา เป็น ตุรกี หรือ อุยกูร์ นั้น ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ความเป็นอุยกูร์กับตุรกี มันเกือบจะแยกันไม่ได้ เนื่องชาวตุรกีที่เป็นเชื้อสายอุยกูร์ ก็มีอยู่จำนวนมาก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพรหมแดนติดกันระหว่างจีนกับตุรกี เปรียบได้คล้ายกับจ.ปัตตานีกับประเทศมาเลเซีย ที่มีชาติพันธุ์เดียวกัน เพียงแต่ถูกแบ่งโดยพรหมแดนโดยรัฐชาติในยุคหลังต่างหาก
“ชาว อุยกูร์ เขาก็มี ญาติ พี่ น้องในตุรกี มีการไปมาหาสู่ จึงเป็นที่มาที่คนกลุ่มที่ถูกควบคุมตัวเขาบอกว่าเป็น ตุรกี ก็เพราะอย่างนี้ ในขณะที่คนตุรกีที่เข้าไปอยู่ อุยกูร์ ก็มี ไปเรียนหนังสือเพื่อต้องการภาษา ฉะนั้นคน อุยกูร์กับ ตุรีกีเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน”
สำหรับผลกระทบหากไทยมีการส่งตัว อุยกูร์ ให้ทางจีน เชื่อว่าจะมีผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับตุรกีตามมาอย่างแน่นอน เนื่องจากเขาไม่พอใจหากไทยดำเนินการส่งตัว อุยกูร์ ที่เขาเชื่อว่าเป็น ตุรกี ไปให้ทางการจีน เพราะเราไม่ยึดความถูกต้อง แต่เรายึดผลประโยชน์เป็นหลัก ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการส่งกลุ่มคนเหล่านี้ให้ทางการ ตุรกี
“ถ้ารัฐบาลไทยตัดสินใจส่ง อุยกูร์ ให้ทางการจีน ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และจะมีผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับตุรกีตามมาในอนาคต ในขณะปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับตุรกีถือว่าดีมาก ถึงขี้นว่าการเดินทางเข้าไปในตุรกีไม่ต้องทำวีซ่า สำหรับคนไทยที่ต้องการเดินทางไปตุรกี”
เนื่องจากประเทศตุรกี เป็นประเทศที่เปิดกว้างและเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสูงในยุโรป ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยุโปรมีปัญหาทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่เศรษฐกิจของตุรกี กลับเติบโต เพราะความมั่นคงทางการเมืองเขาสูง ทำให้เขาเติบโตที่สุดในยุโรปด้วยซ้ำไปในตอนนี้
“การประท้วงวันนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาไม่พอใจกับท่าทีของรัฐบาลไทย เพราะคนเหล่านั้นเป็นญาติพี่น้องเขาว แต่คุณกำลังส่งญาติพี่น้องของเขาให้ไปตายใครจะรับได้” หัวหน้าฝ่ายวิชาการและการต่างประเทศ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา กล่าว
เปิดเส้นทางผู้อพยพอุยกูร์เข้าไทย
อย่างไรก็ตามตำรวจระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ข้อมูลว่า หลายปีที่ผ่านมามีเครือข่ายซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างชาวบังคลาเทศ ปากีสถาน และไทย ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ในมาเลเซีย เข้าไปนำพาชาวอุยกูร์ออกจากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ติดกับคาซัคสถานและปากีสถาน เพื่ออพยพไปยังประเทศตุรกี โดยใช้ไทย และมาเลเซีย เป็นทางผ่าน โดยเครือข่ายนำพาชาวอุยกูร์จะคิดค่าบริการนำพาราว 4 หมื่นดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 1 ล้านบาทต่อหัว
เส้นทางการนำพาจะเริ่มจากมีนายหน้าชาวบังคลาเทศเข้าไปติดต่อชาวอุยกูร์ที่ต้องการอพยพไปยังตุรกี เมื่อตกลงได้จะพาขึ้นเครื่องบินจากซินเจียงเดินทางมายัง 12 ปันนา หลังจากนั้นจะเดินทางต่อทางรถยนต์เข้าไทยใน 3 เส้นทาง คือจาก 12 ปันนา ผ่านเมียนมาร์เข้าไทยที่แม่สาย และเชียงแสน จ.เชียงราย เส้นทางที่ 2 จาก 12 ปันนา ใช้รถยนต์เข้าหลวงพระบาง หรือเวียงจันทร์ เข้าไทยที่ จ.มุกดาหาร และ จ.หนองคาย เส้นทางที่ 3 จาก 12 ปันนา ใช้รถยนต์ไปเวียดนาม วกเข้ากัมพูชา เข้าไทยที่ อ.คลองลึก จ.สระแก้ว และ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี หลังจากนั้นจะทิ้งหนังสือเดินทางจีนให้เจ้าหน้าที่ไทยจับเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติอ้างว่าตัวเองเป็นชาวเติร์กเพื่อจะได้รับการส่งตัวไปยังตุรกีโดยได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางการทูตตุรกีประจำประเทศไทยบางราย
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ภายในสถานทูตตุรกีประจำประเทศไทย ซึ่งมีการโยกย้ายไปประจำที่มาเลเซีย เครือข่ายนำพาชาวอุยกูร์จึงเปลี่ยนเส้นทาง โดยใช้วิธีการนั่งเครื่องบินจากซินเจียงไปลงที่เวียดนาม ใช้รถยนต์เข้ากัมพูชา ผ่านเข้าประเทศไทยที่ อ.คลองลึก จ.สระแก้ว และ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เดินทางโดยรถไฟมายังหัวลำโพงต่อไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผ่านไปยัง อ.สะเดา เข้ามาเลเซีย หรือใช้รถตู้ไปยัง อ.หาดใหญ่ เข้าไปยัง อ.สะเดา เข้ามาเลเซีย ก่อนได้รับการช่วยเหลือให้เดินทางไปยังตุรกี
โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2557 ทางการไทยเคยจับกุมผู้อพยพชาวอุยกูร์ ได้ที่บริเวณเทือกเขาแก้ว อ.สะเดา จ.สงขลา จำนวน 280 คน ซึ่งต่อมามีการพิสูจน์สัญชาติจนมีการส่งตัวไปยังตุรกีแล้ว 171 คน ส่วนอีก 109 คน ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีน เพราะพิสูจน์สัญชาติแล้วพบว่าเป็นชาวจีน ในจำนวนนี้บางรายมีหมายจับของทางการจีนในข้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์ประท้วงในจีนก่อนหน้านี้
แหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีชาวอุยกูร์เพียงไม่กี่คนที่อยู่ระหว่างการกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทย เพื่อรอกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ หลังจากนั้นจะถูกผลักดันออกนอกประเทศ



