
ฎีกายืนคุก20ปีตร.ยิงสห.ดับ
09 ก.ค. 2558
ฎีกาพิพากษายืน จำคุก 20 ปี 'ส.ต.อ.' อดีต ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม ยิงสารวัตรทหารตาย
9 ก.ค. 58 ที่ห้องพิจารณา 805 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ และ ส.อ.(หญิง) นกแก้ว ประสมศรี สังกัดกรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ภรรยาของ ส.ต.ชัยวุฒิ ประสมศรี สารวัตรทหาร (สห.) อายุ 32 ปี สังกัดกรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต พร้อมด้วยครอบครัว รวม 4 คน เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง ส.ต.อ.ประสาท จันทิมา อดีต ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม ช่วยราชการฝ่ายสืบสวน สน.ประชาชื่น และ จ.ส.ต.ปวริศร์ จองพิทักษ์พงศ์ ฝ่ายสืบสวน สน.ประชาชื่น (ตำแหน่งขณะฟ้อง) เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยทรมานหรือกระทำการทารุณโหดร้าย , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 289 , 157 และ 310
ตามฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 52 บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 51 เวลา 17.00 น. จำเลยทั้งสอง ได้ร่วมกันใช้ปืนพกสั้นยิง ส.ต.ชัยวุฒิ โดยเจตนาฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อนจนถึงแก่ความตาย เนื่องจากจำเลยทั้งสองโกรธเคืองที่ผู้ตายเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับการจับกุมพ่อค้าซีดี เพราะผู้ตายเข้าใจว่าพวกจำเลยไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากไม่ได้แต่งเครื่องแบบ และเกิดโต้เถียงกันจนจำเลยทั้งสองไม่พอใจ ใช้อาวุธยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการเจตนาฆ่าโดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย เหตุเกิดที่แขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพฯ จำเลยให้การปฏิเสธ
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 53 ให้ประหารชีวิต ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ตามมาตรา 289 (4) และให้ยกฟ้อง จ.ส.ต.ปวริศร์ จำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่าเป็นการปฏิบัติไปตามหน้าที่ ต่อมาอัยการโจทก์ขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วย ขณะที่ ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์เช่นกัน ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 56 เห็นว่าการกระทำของ ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ไม่เป็นการฆ่าโดยการไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นเหตุเกิดขึ้นเฉพาะหน้า จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตาม ม.288 แต่จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์มา 17 ปี ไม่เคยกระทำผิด และยังมีผลงานดีเด่น จึงเห็นควรให้ลงโทษสถานเบา ดังนั้นได้พิพากษาแก้โทษให้จำคุก ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี และให้ริบของกลาง ส่วน จ.ส.ต.ปวริศร์ จำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง
ภายหลังครอบครัวผู้ตาย ซึ่งเป็นโจทก์ร่วม ได้ยื่นฎีกาว่า การกระทำของ ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ไม่เป็นการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอง และขอให้ศาลเพิ่มโทษ ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ด้วย ขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาต่อสู้การกระทำไม่ได้เป็นความผิดที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า การกระทำของ ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นการป้องกันตัวเอง แต่ไม่ได้เป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุเกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยจึงคงมีความผิดเพียงฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ประเด็นที่โจทก์ร่วมฎีกา ขอให้เพิ่มโทษนั้น ศาลฎีกา เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาจำคุก ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปีนั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำคุก ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ ส.อ.(หญิง) นกแก้ว ภรรยา และบิดาของ ส.ต.ชัยวุฒิ ผู้เสียชีวิต ก็ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาฎีกาด้วย โดยมีกลุ่มนายทหารผู้บังคับบัญชาส่วนหนึ่งเดินทางมาร่วมให้กำลังใจด้วย เช่นเดียวกับครอบครัวของ ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ก็เดินทางมาศาลเพื่อพบและให้กำลังใจจำเลยเช่นกัน ซึ่ง ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำเพื่อฟังคำพิพากษา โดยตลอดเวลานับแต่ที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ขณะที่ ส.ต.อ.ประสาท จำเลยที่ 1 ก็มีสีหน้าเรียบเฉยขณะที่รับฟังคำพิพากษาฎีกา
ภายหลัง ส.อ.(หญิง) นกแก้ว ภรรยาของ ส.ต.ชัยวุฒิ ผู้เสียชีวิต กล่าวว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องยอมรับ และนับว่าโชคดีที่คนร้าย ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำมาแล้ว 7 ปี ส่วนครอบครัวตน ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการเยียวยาจากจำเลย โดยหลังจากนี้ต้องขอคำปรึกษากับสภาทนายเพื่อจะยื่นฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหายต่อไป ส่วนจะฟ้องเป็นจำนวนเท่าใด ต้องให้เจ้าหน้าที่ทหารพระธรรมนูญ คำนวณให้ตามความจริงต่อไป



