
ส.ว.จับสลาก:มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ
ส.ว.จับสลาก : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น
การปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญในสัปดาห์นี้ เป็นหมวดที่ว่าด้วยเรื่องทางการเมือง ล่าสุดได้มีการปรับแก้เรื่อง "ที่มา ส.ว." หากเราติดตามการร่างรัฐธรรมนูญมาตลอดจะเห็นได้ว่า เรื่องที่มา ส.ว.นี้ เป็นหนึ่งในเรื่องที่ขยับปรับเปลี่ยนไม่นิ่งตั้งแต่เริ่มร่างรัฐธรรมนูญ
จากตอนแรก มีการกำหนดว่าให้มี ส.ว. 200 คน และมีที่มาที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเรียกว่า “เลือกตั้งทางอ้อม” แต่ชาวบ้านร้านตลาดเรียกว่า “สรรหา” ทั้ง 200 คน โดยกำหนดให้มีสัดส่วนมาจากภาคต่างๆ เช่นสัดส่วนของอดีตนายกฯ อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานศาลฎีกา สัดส่วนของสภาวิชาชีพตามกฎหมาย สัดส่วนของวิชาชีพ สัดส่วนของข้าราชการระดับสูง ซึ่งอาจจะใช้ทั้งวิธีการสรรหา และเลือกกันเองภายในกลุ่ม
ต่อมาเมื่อถูกคัดค้านมากๆ ว่าเหตุใดไม่มีตัวแทนที่มาจากประชาชนเลย ทำให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำต้องปรับเปลี่ยนที่มาแล้วยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แต่ก็ยังคงไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งโดยตรง โดยกำหนดให้มีที่มาจากการสรรหาหรือเลือกตั้งทางอ้อม 123 คนและมีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนอีกจังหวัดละ 1 คน แต่ในการเลือกตั้งนั้นยังกำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัคร กล่าวคือคัดคนก่อนจะนำไปให้ประชาชนเลือก
ครั้งนั้นกรรมาธิการฯ ยอมรับตรงไปตรงมา และอธิบายว่าเหตุผลเพราะวิธีคิดครั้งแรกไม่ได้ต้องการให้ประชาชนได้เลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อมีเสียงเรียกร้องก็ทำให้ต้องวิวัฒนาการมาเป็นเช่นนี้ โดยมีการคัดสรรก่อนที่จะให้ประชาชนเลือก
แน่นอนว่าย่อมได้เสียงคัดค้านจมหู จากข้อกล่าวหาไม่ไว้ใจประชาชน
จนเป็นที่มาของการปรับแก้ในครั้งนี้ โดยล่าสุดต้องตัดคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัคร ส.ว. ออกไป โดยให้เหตุผลในที่ประชุมว่า เพื่อให้ ส.ว.เลือกตั้งเป็น ส.ว.เลือกตั้งอย่างแท้จริง และส่วนที่เหลือก็ยังมาจากการสรรหา
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อที่คงทำให้หลายคนแปลกใจในวิธีการเลือก ส.ว. ในส่วนของผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จับสลาก จำนวนไม่เกิน 15 คน หลายคนคงมีคำถามว่าเราไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้หรือ
มีแหล่งข่าวในกรรมาธิการยกร่างฯ ระบุว่า มีผู้แทนจากองค์กรวิชาชีพต่างๆ จำนวน 20-30 องค์กร ที่จะสามารถส่งผู้แทน เพื่อมาดำรงตำแหน่งส.ว.ได้ จึงเห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของ กกต.ในการจับสลากและสุ่มเลือกบุคคลที่เหมาะกับการดำรงตำแหน่ง ส.ว.ได้เลย
ทำให้ดูเหมือนว่ากรรมาธิการยกร่างฯ หมดหนทางที่จะคิดวิธีการคัดเลือกที่เหมาะสม เพราะสุดท้ายก็ต้องหันไปพึ่งดวง โดยการจับสลาก คล้ายกับเลือกเด็กเข้าโรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งขนาดวิธีนี้ที่ใช้กับโรงเรียนเรายังวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวิธีการที่สิ้นคิด
ถ้าจะใช้วิธีนี้...สู้ให้มีกรรมการสรรหามาคัดเลือกเสียยังจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยก็มีเกณฑ์ และหากกรรมการเลือกไม่ชอบธรรมก็ยังมีสิทธิร้องเรียน แต่หากสอบตกโดยการจับสลากก็คงต้องโทษพรหมลิขิตไปตามเรื่องตามราว
นี่ยิ่งสะท้อนวิธีคิดว่าพวกเขาไม่เคยเชื่อมั่นในประชาชนเลย จึงให้ดวงเป็นผู้ตัดสินมากกว่าประชาชน
น่าสงสาร ส.ว.ประเภทนี้ เพราะต่อไปคงถูกเพื่อนๆ เรียก “ส.ว.จับสลาก”



