ข่าว

ต่อยอดธุรกิจ'บริการ'มองทะลุเออีซี คิดแบบคนรุ่นใหม่'จีรเดช'

ต่อยอดธุรกิจ'บริการ'มองทะลุเออีซี คิดแบบคนรุ่นใหม่'จีรเดช'

09 ก.ค. 2558

ต่อยอดธุรกิจ'บริการ'มองทะลุเออีซี คิดแบบคนรุ่นใหม่'จีรเดช บุญแสง' : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยดลมนัส กาเจ

               แม้ “จีรเดช บุญแสง” หรือ “โอ๊ค” ผู้จัดการ บริษัท เบสท์ ควอลิตี้ ซิสเต็ม จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจด้านบริการ “กล้องวงจรปิด-ระบบเตือนภัย-ระบบคิว” จะเกิดมาในครอบครัว ที่คุณพ่อ “สาโรช บุญแสง” อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ที่วางมือด้านธุรกิจ ผันตัวไปสู่วงการสื่อมวลชน (บรรณาธิการข่าวเกษตรหนังสือพิมพ์แนวหน้า) แต่กว่า จีรเดชจะไปรับช่วงสานต่อธุรกิจของครอบครัวได้ เขาต้องหาชั่วโมงบินภายใน ด้วยการทำงานบริษัทเอกชน เพื่อหาประสบการณ์เป็นเวาลานานกว่า 10 ปี หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหิดล (วิทยาลัยนานาชาติ)

               แต่ด้วยมุมมองแบบคนรุ่นใหม่ ที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการตลาดชนิดข้ามช็อต เน้นบริการให้ถึงลูกค้า เพียงไม่กี่ปี จีรเดช ก็เข้าไปบริหารบริษัทได้อย่างเต็มตัว สามารถนำพากิจการให้เติบโตอย่างรวดเร็ว มียอดรายได้เข้าองค์กรกว่าปีละ 130 ล้านบาท เน้นหัวใจสำคัญคือ "บริการหลังขาย-ทำเองให้ถึง และไม่จ้างบริษัทอื่นรับช่วงต่อ"

               จีรเดช ย้อนอดีตให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็ก ที่บ้านเปิดบริษัทบริหารภายในครอบครัว โดยมีคุณพ่อเป็นหลัก ทำธุรกิจสินค้าเงินผ่อน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ยุคแรกเงินสะพัด มียอดขายอยู่ประมาณปีละ 100 ล้านบาท แต่ธุรกิจแบบนี้เป็นธุรกิจที่มาเร็วและไปเร็ว ดังนั้นเมื่อทำมาได้สักระยะหนึ่ง มีบริษัทเงินทุนข้ามชาติเข้ามาบุกตลาดในประเทศไทยเพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลให้ธุรกิจสินค้าเงินผ่อนเกิดปัญหา แถมช่วงนั้นคือปี 2540 เกิดวิกฤติฟองสบู่แตก ทำให้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นพนักงานโรงงานถูกเลิกจ้าง เพราะโรงงานปิดกิจการ ลูกค้าของบริษัทแห่เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม และนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังผ่อนไม่หมดกลับไปด้วย ไม่ทราบจะตามไปทวงที่ไหน

               ระหว่างวิกฤติการณ์ครั้งนั้น จีรเดชเล่าว่า กำลังเรียนในระดับมัธยมปลายที่ Kilmore International School ประเทศออสเตรเลีย ทราบมาว่า บริษัทของครอบครัวขาดทุนไปกว่า 130 ล้านบาท และในที่สุดต้องเลิกกิจการ ส่วนจีรเดชต้องเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ และเข้าสู่ระบบการศึกษาในประเทศ ด้วยการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมหิดล ติดพอดี ใช้เวลาเรียนไม่ถึง 4 ปี ก็จบออกมาเริ่มทำงานกับบริษัทที่ทำธุรกิจด้านอาหาร ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ตามด้วยการเดินทางค้นหาความเป็นตัวเองอีกครั้งกับบริษัทด้านการสื่อสารและด้านการเงินการธนาคารอีก 7 ปี ก่อนผันตัวเองไปเป็นที่ปรึกษาด้านงานบุคคลของบริษัทบริหารทรัพยากรบุคคลจากประเทศสิงคโปร์ รวมประสบการณ์เกือบ 10 ปี ก่อนมาต่อยอดธุรกิจของครอบครัว

               แม้ธีรเดชจะใช้ชีวิตนักเรียนในออสเตรเลียไม่นานนัก หากแต่เขาก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากความเป็นคนช่างสังเกตกลับมาเมืองไทย และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำมาช่วยธุรกิจครอบครัวให้ก้าวรุดไปข้างหน้า

               "ตอนที่ผมไปเรียนที่ออสเตรเลีย ได้พบว่าประเทศที่เจริญแล้วมักจะเน้นในเรื่องการให้บริการที่รวดเร็ว เน้นในเรื่องความปลอดภัย ผมมาเล่าให้ที่บ้านฟัง คุณพ่อเองก็ไปเห็น เพราะคุณพ่อเดินทางไปต่างประเทศบ่อย จึงมองว่า ธุรกิจที่น่าสนใจตอนนั้น ยังมีน้อยมาก คือกล้องวงจรปิด และเครื่องเตือนภัย ตามสถานที่สำคัญ ร้านค้า ธนาคาร ที่บ้านจึงจับธุรกิจตัวนี้มา โดยมีลูกค้าหลักคือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่ติดตั้งในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเวฟเว่น"

               และอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ธีรเดชดำเนินต่อไปดังที่เขาเล่า

               "ผมได้พบเห็นฝรั่งเขาจะมีระเบียบ การข้ามถนน ต้องสะพานลอย หรือทางม้าลายเท่านั้น ฝรั่งในออสเตรเลียมีความอดทน ไม่เห็นแก่ตัว ใครมาก่อนมาหลังเขามีระเบียบ สถานบริการมีบัตรคิว แต่บ้านเรามีการแซงกันด้วย ทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะเวลาไปติดต่อธนาคาร เมื่อก่อนมักจะได้ยินคำว่า จะฝากจะถอนเอาหมอนมาด้วย เพราะมันช้ามาก ซ้ำยังเกิดการแซงคิวกันตลอดเวลา ตรงนี้แหละที่ผมคิดถึงระบบบัตรคิวขึ้นมา หลังจากที่เสนอกับลูกค้าเก่า ธนาคารกรุงไทย ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เราจึงนำเข้าเครื่องบัตรคิว และผลิตกระดาษพิมพ์บัตรคิว เรียกว่าเป็นบริการที่ครบวงจร และเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำธุรกิจนี้ด้วย" จีรเดช กล่าว

               บริษัท เบสท์ ควอลิตี้ ซิสเต็ม จำกัด ตั้งอยู่ย่านถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ ดำเนินกิจการด้านบริการติดตั้งกล้องวงจรปิด เครื่องเตือนภัย และบัตรคิว

               ซึ่ง จีรเดช เก็บเอาประสบการณ์ความเสียหายในอดีตถึงร้อยล้านบาทจากธุรกิจขายสินค้าเงินผ่อน ภายใต้การบริหารงานแบบเก่ามาเป็นบทเรียนราคาแพง และนำไปสู่การวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะด้านการตลาด ความต้องการของลูกค้า ที่สำคัญคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะต้องนำมาใช้อย่างมีประสิทธิผล

               จีรเดช เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฐานะพนักงานฝึกหัดของบริษัท เบสท์ ควอลิตี้ ซิสเต็ม ที่เขาเริ่มจากโต๊ะที่เล็กที่สุดในบริษัท แล้วเรียนรู้งานตั้งแต่เริ่มต้น ออกไปทำงานกับช่าง เรียนรู้จนกระทั่งมองเห็นหลายๆ อย่างว่า นี่ก็เป็นธุรกิจที่ดี แต่ต้องวางรากฐานให้แน่นกว่านี้ ก่อนที่จะเริ่มขยายตัว หลังเวลาผ่านพ้นไป 1 ปี เขาจึงเข้ามาสานต่องานเต็มตัว สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้คือ ทำให้พนักงานทุกคนทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ยอมรับในตัวเขา

               "พนักงานทุกคนต้องอยู่ได้ และมีความสุขในการทำงาน รวมถึงสร้างฐานลูกค้าให้มากกว่าเดิมด้วย" คือความมุ่งมั่นของธีรเดช

               2 ปีผ่านไป จีรเดชพิสูจน์ฝีมือการบริหารเป็นที่ประจักษ์ ก่อนก้าวเข้ามาเข้าบริหารอย่างเต็มตัว พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เพื่อให้งานบริการดีกว่าเก่า อย่างเช่น การนำกล้องวงจรปิดแบบดิจิทัล ที่รองรับเทคโนโลยีอนาคตมาให้บริการกับบริษัท ซีพี ออลล์ ทั่วประเทศ และธนาคารกรุงไทย ซึ่งจำเป็นต้องหมั่นอัพเดทเทคโนโลยีงานบริการเพื่อความเป็นเลิศในการบริการลูกค้าอยู่เสมอ

               "ปัจจุบันระบบคิวได้พัฒนาให้สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่การเดินเข้า เพื่อกดปุ่มและรอ แต่จะสามารถทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นผ่านมือถือในการจองคิวการเข้ารับบริการและค้นหาธนาคารที่ใกล้ที่สุดด้วย อีกทั้งยังสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ว่าจะเข้ามาใช้บริการในรูปแบบใด ฝ่ายไหนหรือพนักงานคนใดจะต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าคนนั้นๆ ที่สำคัญอีกกว่า 5 เดือนข้างหน้า กลุ่มสมาชิกประเทศอาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือจะเข้าเออีซีแล้ว ผมก็มีการเตรียมพร้อมในเรื่องของภาษา ที่ต้องนำไปใช้กับระบบ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแต่ละพื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผมจะนำมาพัฒนา เพื่อลูกค้าเราต้องสู่ความเป็นเลิศเสมอ" จีรเดช กล่าวอย่างมั่นใจ

               ด้วยมุมมองใหม่ที่นำเสนออยู่เสมอของจีรเดช ส่งผลให้บริการติดตั้งระบบเตือนภัยและกล้องวงจรปิด ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ธนาคารหรือร้านสะดวกซื้อ แต่ได้ขยายสู่หน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ที่เป็นฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 จุด ที่ได้รับบริการติดตั้งกล้องวงจรปิดและระบบเตือนภัยไปแล้ว พร้อมเสริมด้วยระบบเช่า คือ เมื่อลูกค้าจะลงทุนซื้อทุกระบบ ทั้งระบบคิว สัญญาณเตือนภัย และกล้องวงจรปิดราคา 1 ล้านบาท ทางบริษัทจะเสนอให้ลูกค้าทำสัญญาเช่าตามกำหนดเวลาแล้วผ่อนจ่ายรายเดือนจนครบจำนวน 1 ล้านบาท ตามข้อตกลง โดยลูกค้าไม่ต้องถือทรัพย์สินของตัวเอง ถ้าสินค้าตัวไหนมีปัญหาทางบริษัทจะเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้ทันที

               "เราเน้นการบริการหลังการขาย ทางบริษัทเราจะไม่ใช้บริการแบบส่งช่วง ไปจ้างผู้รับเหมาอื่นให้เป็นคนติดตั้ง แต่เราจะใช้พนักงานของเราเท่านั้่น เพราะเรามีทีมช่างทั้งหมดกว่า 20 ทีม กระจายทั่วทุกภาค ทำให้สามารถการันตีคุณภาพและติดตามงานได้ด้วยระบบจีพีเอสที่ติดในรถบริการที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้เร็วที่สุด แตกต่างจากที่อื่น ที่อาจจะมีพนักงานแค่ 4-5 คน ส่วนที่เหลือใช้วิธีจ้างบริษทรับช่วง หรือบริษัทเอาท์ซอร์ส เพิ่มเติม ซึ่งการจ้างเอาท์ซอร์สทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น"

               ธุรกิจด้านความปลอดภัย แตกต่างจากธุรกิจอื่นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีรเดชย้ำว่า การใช้ช่างของบริษัทเองเป็นเรื่องดีที่สุด เพราะสามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของช่างทุกคน ซึ่งได้ทำซ้่ำทุกปี เช่นเดียวกับการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด หากตรวจพบว่าช่างคนใดมีประวัติอาชญากรรม หรือพบสารเสพติด ต้องถูกให้จ้างออกจากงานทันที เพราะการดูแลธุรกิจด้านความปลอดภัยช่างต้องมีประวัติที่ขาวสะอาด สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างอุ่นใจ ทำให้ทุกวันนี้บริษัท เบสท์ ควอลิตี้ ซิสเต็ม จำกัดมีรายได้ปีละนับร้อยล้านบาท

               “หัวใจสำคัญของธุรกิจที่ผมยึดถือและปฏิบัติมาโดยตลอด คือ ต้องดูแลลูกค้าทุกคนให้ดีที่สุด ความเป็นอยู่ของพนักงานเราต้องดูแลเขาให้ดี ทั้งในเรื่องสวัสดิการ การพัฒนาตนเอง หรือความก้าวหน้าด้วย ทั้งยังต้องมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและอัพเดทเทคโนโลยีให้ตัวเองอยู่เสมอ ตรงนี้แหละที่เราจะผูกมัดใจลูกค้าได้”

               "จีรเดช บุญแสง" สามารถต่อยอดธุรกิจของครอบครัวจนโตวันโตคืนมาได้ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะเขาขับเคลื่อนมันด้วยพลังแห่งวิสัยทัศน์ ที่ต้องปรับให้ทันสมัยอยู่เสมอ