ข่าว

สัญญาณจากนายแบงก์ ปีนี้ยังไงก็เหนื่อยแน่นอน

สัญญาณจากนายแบงก์ ปีนี้ยังไงก็เหนื่อยแน่นอน

09 ก.ค. 2558

สวัสดีเศรษฐกิจ : สัญญาณจากนายแบงก์ ปีนี้ยังไงก็เหนื่อยแน่นอน : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

 
                     ข่าวคราวจากนายธนาคารรายใหญ่ของประเทศอย่างน้อย 2 ท่านออกมายอมรับผ่านสื่อมวลชนว่า
 
                     1.หนี้เสียหรือเอ็นพีแอล ของเอสเอ็มอีในเวลานี้เพิ่มขึ้นและน่าจะเพิ่มสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
 
                     2.การคุมเอ็นพีแอลต้องเข้มข้นขึ้น ติดตามลูกหนี้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น
 
                     3.กำลังซื้อของผู้คนลดน้อยถอยลง เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง ครัวเรือนจึงต้องระมัดระวังการใช้จ่าย เพราะอาจจะอยู่ในภาวะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” ที่สุดก็ต้องหมุนหนี้แบบเอาหนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า
 
                     4.การปล่อยเงินกู้ใหม่เข้มขึ้น การเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ที่วางเป้าไว้เมื่อปลายปีที่แล้วก็ยากที่จะไปถึง
 
                     5.ต้นทุนการสำรองหนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.4-0.5% ในครึ่งปีหลังตามการเติบโตที่เพิ่มขึ้นของลูกหนี้เอ็นพีแอลนั่นเอง หากแต่ว่าลักษณะการเพิ่มของหนี้เสียยังไม่มีอัตราเร่ง เป็นการทยอยเข้ามาเพิ่มตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
 
                     6.ใครต่อใครต่างก็หวังมาตรการรัฐบาลในการกระจายเงินเข้าสู่ระบบโดยเร็ว เพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพคล่องสำหรับผู้ประกอบการ เพราะหากเม็ดเงินตามงบประมาณประจำและงบลงทุนมีการเบิกจ่ายออกมาได้ทันก็จะไปสร้างเม็ดเงินเพิ่มให้กับลูกค้าของสถาบันการเงิน
 
                     สรุปจาก 6 ข้อข้างต้นจะประมาณว่าจีดีพีโตได้ 3-3.5% สินเชื่อโตได้ 5-7% หนี้เสียยากจะคุมให้อยู่ในระดับ 2% คงต้องมีการเพิ่มบ้างแนวโน้มหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นมาจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี โลนซึ่งเป็นธุรกิจสินเชื่อหลักของธนาคารนั้นก็ต้องถือเป็นเรื่องปกติในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อย่าลืมว่าเอสเอ็มอีเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมาตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังสามารถปรับตัวอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
 
                     มาตรการเฝ้าระวังที่มีการนำมาใช้เวลานี้ สถาบันการเงินชั้นนำจะดำเนินมาตรการดูแลลูกค้าเอสเอ็มอี ประมาณนี้เลยคือ
 
                     1.สร้างระบบฐานข้อมูลลูกค้าให้เข้มข้น เพื่อให้รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และต้องไม่ให้บัญชีสินเชื่อที่ตนเองปล่อยออกไปเป็นบัญชีแรก นั้นเป็นบัญชีเงินกู้ที่ลูกค้ายอมเป็นหนี้เสีย (คือมีการค้างชำระเกิน 90 วัน)
 
                     2.ตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรลูกค้าที่กำลังจะเสีย ลูกค้ากลุ่มเสี่ยง หรือเป็นลูกค้าที่เสียไปแล้ว (เป็น
เอ็นพีแอลไปแล้ว) เพราะหากไปพบว่าหนี้ที่มีกับธนาคารอื่นยังดีอยู่ ชำระอยู่ แต่ทำไมบัญชีสินเชื่อของที่มีกับธนาคารเรานั้นมีการผ่อนตะกุกตะกัก อย่างนี้ก็แสดงว่าตัวธนาคารนั้นดำเนินการอ่อนไปและยังต้องปรับปรุงระบบติดตามหนี้อีกด้วย
 
                     3.มาตรการต่อไปคือให้สาขา หน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ช่วยติดตามหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้มากขึ้น ก่อนที่จะกลายเป็นหนี้เสียกับสถาบันการเงินของเราในอันดับแรกดังที่นายธนาคารออกมาพูดว่า “สิ้นปีก่อนเรามีเอ็นพีแอลอยู่ 5.3 หมื่นล้านบาท ในช่วง 4 เดือนแรก เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาหมื่นล้าน เป็น 6.3 หมื่นล้านบาท แต่เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในช่วงสองเดือนนี้ อย่างไรก็คงยากที่จะกดให้เอ็นพีแอลลดลงไปเท่าสิ้นปีก่อน”
 
                     ข้อความที่ส่งออกมาจากนายธนาคารรายใหญ่ สรุปได้ว่า หนี้เสียเพิ่ม ต้นทุนทางการเงินเพิ่ม ปีนี้ยังไงก็เหนื่อยแน่
 
 
 
 
-----------------------
 
(สวัสดีเศรษฐกิจ : สัญญาณจากนายแบงก์ ปีนี้ยังไงก็เหนื่อยแน่นอน : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)