
อาเซียนหน้าไหนจะกล้าขัดใจจีน
อาเซียนหน้าไหนจะกล้าขัดใจจีน : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น
เดือนกรกฎาคมนี้ไทยเปลี่ยนมือหน้าที่ผู้ประสานงานระหว่างอาเซียนกับจีน ไปให้สิงคโปร์ทำหน้าที่ไปอีกสามปีแล้วล่ะครับ ในด้านอื่นๆ คือด้านการทำให้จีนร่วมมือกับการตั้งประชาคมอาเซียนและด้านการสร้างความเชื่อมโยงกับทุกมิติของอาเซียนนั้นไปได้สวย ไม่มีข้อตำหนิอะไร แต่ในด้านที่สำคัญมากคือการแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะการชักจูงให้จีนลงนามในระเบียบปฏิบัติในทะเลนี้ให้ได้นั้นถือว่าล้มเหลว และยิ่งดูอนาคตไป ก็ยังไม่เห็นว่าใครจะแก้ปัญหานี้ได้ หากปราศจากซึ่งความกล้าหาญ
เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าปัญหาทะเลจีนใต้ตึงเครียดขึ้นทุกวัน จีนเพิ่งออกสมุดปกขาวมาแสดงให้เห็นเต็มที่ว่าพร้อมล่ะนะในการใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกปกป้องผลประโยชน์ของจีน ไม่ว่าที่ไหน แม้จะยึดมั่นในสันติแต่ก็เดินหน้าไม่หยุดโดยมิหวั่นความขัดแย้ง ขีดความสามารถทางทหารและการอ้างสิทธิที่เพิ่มขึ้นสร้างความวิตกให้แม้แต่ประเทศที่อยู่ปลายติ่งของทะเลจีนใต้อย่างอินโดนีเซีย ก็ต้องใคร่ครวญหาแนวทางรับมือ ส่วนด่านหน้าที่เจอตรงๆ คือเวียดนามกับฟิลิปปินส์นั้น ยังไม่เห็นมีใครช่วยบรรเทาทุกข์ได้ ต่างต้องแสวงหาทางออกในเรื่องนี้กันเอาเอง
ทั้งสองประเทศนั้นไม่เพียงแต่พัฒนากำลังรบให้แข็งแกร่งจนอาจกระเทือนต่อดุลอำนาจในหมู่ชาติอาเซียนเอง เช่นการสั่งซื้อเรือดำน้ำที่มากมายของเวียดนามนั้นไม่เป็นผลดีต่อประเทศที่มีอาณาเขตทับซ้อนในอ่าวไทยไปด้วย แต่ได้มีการชักนำเอามหาอำนาจเข้ามาเล่น รัสเซียมายังอ่าวคัมรานห์แล้ว ขณะที่เวียดนามมีข้อตกลงป้องกันร่วมกับอินเดีย ญี่ปุ่นก็ให้ความช่วยเหลือทั้งเวียดนามและฟิลิปปินส์ สหรัฐ ก็ซ้อมรบด้วยเช่นกัน ยิ่งนับวันยิ่งลองดีกัน บินยั่ว เดินเรือเฉียด อุบัติเหตุนั้นคงเกิดขึ้นแน่แต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง
แต่ไทยกับชาติอาเซียน ทำได้แค่ทำตาปริบๆ กับจีน การประชุมอาเซียนกับจีนล่าสุดจีนก็บอกว่าถ้าจะพูดอะไรเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ให้พูดกันเวทีนี้เวทีเดียวนะ อย่าไปเวทีอื่น ส่วนระเบียบปฏิบัติอะไรนั่นจีนก็ถ่วงเวลาไปเรื่อย อาเซียนไม่มีทางจะทำอะไรได้นอกจากบอกว่าสันตินะสันตินะ พวกที่พูดเช่นนี้ได้ก็คือพวกที่ไม่ได้อ้างสิทธิในพื้นที่พิพาทกับเขา หรือพวกที่ยังไกลจากปัญหา เช่น มาเลเซียหรือบรูไน ที่จีนยังสร้างอะไรในพื้นที่แถวนั้นไม่ได้เพราะไกลจากแผ่นดินใหญ่เกินไป แต่สำหรับเวียดนามกับฟิลิปปินส์เขารอไม่ได้ครับ ถ้ารอไปเรื่อยเจรจาไปเรื่อย เป็นแบบนี้อีก 50 ปีจีนก็รอได้ และถึงวันนั้นจีนก็พร้อมกว่าใครในพื้นที่ทับซ้อน เพราะปลูกสร้างเสร็จแล้ว ใครจะให้ไปรื้อถอน ท่าทีไร้เอกภาพของอาเซียนเช่นนี้ทำให้เป็นรองจีนสุดกู่
แค่ถ้าเปลี่ยนความคิดกันใหม่ว่า ถึงจะไม่อยากขัดใจจีน แต่ก็ไม่เล่นบทเด็กดีอย่างเดียว มีการกดดันให้จีนต้องยอมให้อาเซียนบ้าง แต่ขณะเดียวกันที่เสียแล้วก็ต้องยอมเสียไป อันนี้กดดันฟิลิปปินส์กับเวียดนาม บทบาทแบบนี้หลากหลายกว่าการเล่นบทเหมือนถ่วงเวลาเข้าทางจีนไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้วถึงจีนจะมีอิทธิพลสูงแต่ถ้าประเทศที่เล็กกว่ากล้าแข็งขืนและแสดงความเป็นเหตุเป็นผล จีนก็รับฟังและต่อรองด้วย แต่ถ้าไม่มีชาติไหนเอากระพรวนไปผูกคอแมวก็จบกัน
ไทยอาจฟื้นฟูการเป็นผู้ประสานงานสิบทิศอย่างไม่เป็นทางการขึ้นมาใหม่ เหมือนกับที่ในอดีตเคยทำกับอินเดียและเขมรสี่ฝ่าย ด้วยการต่อตรงให้จีนกับฟิลิปปินส์คุยกัน ให้จีนฟังเวียดนามบ้าง และให้ประเทศที่กำลังข้องใจจีนยอมลดเงื่อนไขลงเหมือนกัน เรื่องนี้ยากเพราะเกี่ยวข้องกับอธิปไตยที่ทุกชาติมีข้อจำกัด แต่ควรเริ่มทำ และคิดถึงทั้งผลประโยชน์ชาติ ความผาสุกของอาเซียน และมีหลักคิดว่าไม่มีอะไรที่ไม่มีวันตกลงกันไม่ได้ ทั้งนี้ก้าวแรกคือการกล้าที่จะเริ่ม



