
ยุติมหากาพย์ทวีคูณศรีวราห์นั่งแท่นรอง ผบ.ตร.
ยุติมหากาพย์ทวีคูณศรีวราห์นั่งแท่นรอง ผบ.ตร. จ่อคิวแคนดิเดตขึ้นแม่ทัพสีกากี : ทีมข่าวอาชญากรรม
กลายเป็นมหากาพย์ของแวดวงสีกากี สำหรับการพิจารณาได้รับสิทธิ์ทวีคูณจากการปฏิบัติราชการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้เลื่อนตำแหน่งของ "บิ๊กปู" พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แต่ถูกเหยียบเบรกไว้ตั้งแต่ปี 2553 โดยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เนื่องจากถูก “บิ๊กตู่” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ร้อง ก.ตร.นับอาวุโสทวีคูณในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้
ย้อนความยืดเยื้อเป็นมหากาพย์ในเรื่องการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ นั้น เริ่มจากมติ ก.ตร.ครั้งที่ 7/2553 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2553 เห็นด้วยตามบัญชีที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทน ผบ.ตร.(รรท.ผบ.ตร.) เสนอผ่านบอร์ดกลั่นกรองแล้ว ให้ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รอง ผบช.ก. (ตำแหน่งในขณะนั้น) ที่คุณสมบัติครบเกณฑ์แบบแตะเส้นพอดิบพอดี เพราะได้สิทธิพิเศษ "นับอายุราชการทวีคูณจากการปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้" ขยับติดยศ พล.ต.ท. เป็น ผบช.ภ.1 แบบผ่านฉลุย
หลังจากนั้นไม่กี่วันระหว่างรอเสนอโปรดเกล้าฯ ก็ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยื่นร้องเรียนถึงผู้มีอำนาจ ทั้งนายกรัฐมนตรี ประธาน ก.ตร. กล่าวหาว่า การได้มาซึ่งสิทธินับทวีคูณนั้น "ฉ้อฉล" อ้างว่าระหว่างใช้สิทธินับวันทวีคูณจากการไปช่วยราชการที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 พล.ต.ต.ศรีวราห์ใช้ช่วงเวลาเดียวกันไปเรียนจนจบหลักสูตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่น 22 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร จน ก.ตร.ในครั้งถัดมา ที่ พล.ต.อ.วิเชียร เป็น ผบ.ตร. มีมติระงับตำแหน่งนี้เอาไว้ และตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านสืบสวน ในขณะนั้น รรท.ผบช.ภ.1แทน
ด้วยเหตุนี้ทำให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ยื่นคำร้องต่อ “ศาลปกครอง” ให้มีคำสั่งเยียวยากรณีการนับอายุราชการทวีคูณจากการปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จนกลายเป็นเรื่องคาราคาซังมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุค พล.ต.อ.ปทีป นั่งเก้าอี้ รรท.ผบ.ตร. ต่อเนื่องมาในสมัยของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็น ผบ.ตร. และคล้ายว่ากำลังได้บทสรุปในยุคของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็น ผบ.ตร. แต่ยังยืดเยื้อมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงสมัยที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็น ผบ.ตร. กระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2557 จนมีการตั้ง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ มาทำหน้าที่ รรท.ผบ.ตร. เมื่อวิกฤติทางการเมืองเริ่มลงตัว โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนปัจจุบัน
เรื่องนี้ศาลปกครองพิพากษาให้ ก.ตร. เพิกถอนมติ ที่ไม่อนุมัติการได้รับสิทธิการนับอายุราชการแบบทวีคูณในการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ในช่วงที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2553 ส่งผลให้ไม่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.1 จึงเริ่มมีการพูดถึงแนวทางการปฏิบัติ หากมีการเยียวยาย้อนหลังไปตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อปี 2553 หากนำมาเทียบเคียงกับอายุราชการทวีคูณของ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ก็จะทำให้นับอาวุโสอยู่ในระดับ “รอง ผบ.ตร.” ติดยศ “พล.ต.อ.” ได้แล้วในปัจจุบัน
แต่ปรากฏว่า การประชุม ก.ตร.นัดแรก วันที่ 25 มิถุนายน 2558 มีมติยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง ซึ่งได้ยื่นอุทธรณ์ แล้วตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน เป็นเหตุให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะรักษาราชการแทน ผบ.ตร.ที่ติดภารกิจไปต่างประเทศ โดยอ้างการประชุมครั้งนั้นไม่ถูกต้อง เพราะมีการลงมติลับ 2 ครั้ง ครั้งแรกมติยังไม่สมบูรณ์ เพราะ ผบ.ตร.ไม่ลงมติชี้ขาด คำร้องนี้ทำให้ พล.ต.อ.เอก ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง จึงเกิดการประชุม ก.ตร.อีกครั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม แต่สุดท้ายยังหาข้อยุติไม่ได้ เพราะที่ประชุมต้องศึกษาข้อกฎหมายก่อน โดยคงมติเดิมไว้ก่อนเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
จากแรงกดดันทำให้ ก.ตร.เร่งประชุมหาข้อสรุปอีกครั้งวันที่ 6 กรกฎาคม และมีความพยายามที่จะให้ ก.ตร.เปลี่ยนมติเดิมที่ให้ทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง มาเป็นลงมติใหม่เสนอความเห็นไม่คัดค้าน และเร่งดำเนินการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ กระโดดขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร.ให้ทันก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม ตามกำหนดของศาลปกครอง ที่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง โดยให้ พล.ต.อ.สมยศ เป็นประธานการประชุมแทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ติดภารกิจ
จนกระทั่ง เมื่อการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 10/2558 ในวันที่ 6 กรกฎาคม มีการลงคะแนนเสียงแบบลับในการประชุม ก.ตร. ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่ขออุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง และให้ฝ่ายกฎหมายทำหนังสือถึงอัยการว่า ก.ตร. มีความเห็นต่างจากมติเดิม ส่วนการเยียวยาก็ต้องรอวาระการประชุมแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี
สำหรับขั้นตอนการเยียวยาของ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ต่อจากนี้ทาง ก.ตร.จะต้องรับรองมติ แล้วทำหนังสือขอยกเลิกมติเดิมต่อสำนักงานอัยการ แล้วทาง ก.ตร.ประมวลเรื่องการเยียวยาต่อส่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยมี ผบ.ตร. เซ็นรับรอง จากนั้นทาง ตร. ก็ส่งเรื่องให้ทางสำนักงานกำลังพล เพื่อพิจารณาทำการประมวลเรื่องตั้งแต่ปี 2553 ให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์เป็น ผบช.ภ.1 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 แก้ไขประวัติการรับราชการเรื่องยศขั้นเงินเดือน จัดอันดับอาวุโสใหม่ย้อนหลัง แล้วไล่เรียงลำดับอาวุโส ซึ่งจะได้เลื่อนขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในวาระการแต่งตั้งประจำปี วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เมื่อถึงวาระการแต่งตั้งประจำปี วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ก็เลื่อนขึ้นเป็นยศ พล.ต.อ. ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2547 ว่าด้วยการแต่งตั้งระดับ ผบช.นั้นให้เสนอแต่งตั้งเลื่อนขึ้นเรียงตามลำดับอาวุโสและแนวทางที่ ตร.ได้เคยเยียวยา กรณีของ พล.ต.อ.พีระ พุ่มพิเชษฐ์ อดีต รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร.แล้วเมื่อถึงวาระการแต่งตั้งประจำปีวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ที่จะถึง พล.ต.ท.ศรีวราห์ ก็จะได้เลื่อนมาดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.หลักต่อไป
ทั้งนี้การกำหนดตำแหน่งการเยียวยาย้อนหลัง ต้องขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)ก่อน ตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2547 ว่าด้วยการกำหนดตำแหน่ง มาตรา 45 ในส่วนราชการต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะให้มีตำแหน่งข้าราชการตำรวจจำนวนเท่าใด และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอย่างใด และจะให้มียศหรือไม่ และถ้าให้มียศจะให้มียศใด รวมตลอดถึงการตัดโอนจากส่วนราชการหนึ่งไปเพิ่มอีกส่วนราชการหนึ่งให้เป็นไปตามที่ ก.ตร.กำหนด โดยให้คำนึงลักษณะหน้าที่และความรับผิดชอบ ปริมาณและคุณภาพของงาน รวมทั้งความมีประสิทธิภาพและการประหยัด การกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการตำรวจตั้งแต่ตำแหน่งผู้บังคับการพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไปในส่วนราชการต่างๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. ก่อน
หากขั้นตอนทุกอย่างผ่านฉลุยก็จะส่งผลให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ที่ได้รับการเยียวยาจะได้ติดยศ พล.ต.อ. ขึ้นตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. และรักษาการ ผบช.น. ซึ่งน่าจะสอดรับกับขั้วอำนาจทางการเมืองที่เตรียมดัน พล.ต.ท.ศรีวราห์ มาเป็นหนึ่งในแคนดิเดตขึ้นเป็นแม่ทัพสีกากีคนต่อไปถัดจาก ผบ.ตร. คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการปลายเดือนกันยายนนี้



