ข่าว

‘นายกฯ’แถลงผลถกลุ่มน้ำโขง

‘นายกฯ’แถลงผลถกลุ่มน้ำโขง

04 ก.ค. 2558

‘ประยุทธ์’ แถลงผลการประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง เผยมีการรับรองยุทธศาสตร์โตเกียว2015 ยันไทยพร้อมร่วมมือเพื่อยกระดับปชช.-เชื่อมโยงศก.-ขยายการลงุทน

 
           4 ก.ค.58 เมื่อเวลา 10.45 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้นำประเทศ CLMV ร่วมการแถลงข่าวถึงผลการประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ณ ห้อง Kacho-no-ma เรือนรับรองรัฐบาลญี่ปุ่น ว่า
 
           ในนามของรัฐบาลไทย ยินดีที่ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ในวันนี้ ไทยได้มาพบทั้งเพื่อนบ้านและเพื่อนเก่า การมาพบกันในที่นี้ เพื่อตอบโจทย์ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะเสริมสร้างความเจริญเติบโตให้กับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ลดความเหลื่อมล้ำของประเทศและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้า เพื่อขยายความเชื่อมโยงภายในสู่นอกภูมิภาค ลุ่มน้ำโขงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหนึ่งที่มีพลวัตมากที่สุดในภูมิภาคและในโลก และยังมีศักยภาพที่จะขยายได้อีกมาก ทั้งทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ตลอดจนการท่องเที่ยว
 
           โดยวันนี้ ผู้นำได้ร่วมกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยได้รับรองยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ. 2015 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ความร่วมมือสำหรับปี ค.ศ. 2016 – 2018 และได้ร่วมแสวงหาแนวทางความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างสร้างสรรค์ ให้แต่ละประเทศก้าวไปพร้อมกันโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทุกประเทศคือผู้นำแห่งความร่วมมือ เพื่อให้ลุ่มน้ำโขงเป็นอนุภูมิภาคที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน เพื่อประชาชนซึ่งเป็นหัวใจหลักที่เราในฐานะผู้นำประเทศรับหน้าที่มาดูแล   ทั้ั้งนี้นายกรัฐมนตรีชื่นชมญี่ปุ่นที่มีบทบาทสร้างสรรค์ในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งในด้านเงินทุนและความร่วมมือทางวิชาการ
 
           นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ญี่ปุ่นได้ยืนยันความสำคัญที่ให้ต่อประเทศลุ่มน้ำโขง โดยนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ผู้ที่ได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบัน ได้ประกาศตัวเลขความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการภายใต้ยุทธศาสตร์กรุงโตเกียวฉบับใหม่ ในส่วนของไทยยืนยันความพร้อมที่จะร่วมพัฒนาลุ่มน้ำโขงในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาให้สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม
 
           ปัจจุบัน ไทยให้ความช่วยเหลือทางการเงินและความร่วมมือทางวิชาการกว่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ในกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และจะให้ความช่วยเหลือและความร่วมมือทางวิชาการในเรื่องต่างๆ ต่อไป อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาด่านชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ในสาขาต่างๆ ที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ โดยไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นในเรื่องนี้อย่างเต็มที่
 
           รัฐบาลไทยกำลังมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้มั่นคง โดยเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงมาตรการทางการค้าการลงทุนให้โปร่งใส และเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไทยกับญี่ปุ่นยังมีเรื่องที่จะร่วมมือกันได้อีกมาก และเชิญชวนให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่น โดยเฉพาะ SME ขยายการค้าการลงทุนในอนุภูมิภาค รวมทั้งในลักษณะ +1 ร่วมพัฒนาความเชื่อมโยง รวมทั้งลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เนื่องจากลุ่มน้ำโขงยังมีศักยภาพและทรัพยากรอีกมาก                          
 
           นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับการเป็นเจ้าภาพและการต้อนรับที่อบอุ่น และเชื่อมั่นว่านอกจากเพื่อประเทศของเราเองแล้ว เราต่างตระหนักถึงภารกิจของเราที่มีร่วมกันในอันที่จะสร้างความเจริญที่ยั่งยืนให้แก่อนุภูมิภาคนี้บนวิถีแห่งความไว้เนื่อเชื่อใจ และมิตรภาพอันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างประชากร ซึ่งท้ายที่สุด ผลที่ได้จะเป็นคุณูปการให้แก่ภูมิภาคและโลกของเราในอนาคต โดยภายหลังการแถลงข่าวร่วม ผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงและญี่ปุ่น ได้ร่วมพิธีมอบของขวัญในโอกาสการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนกระชับมิตรระหว่างลุ่มน้ำโขงและญี่ปุ่น
 
 
‘นายกฯ’ ถกทวิภาคี ‘นายกฯญี่ปุ่น’ จับมือพัฒนาภูมิภาค เน้นการลงทุน -นำเข้าสินค้าเกษตรไทย
 
 
           เมื่อเวลา 15.05 น. (ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น) ที่เรือนรับรองรัฐบาลญี่ปุ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ภายหลังจากร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงโครงการทวาย ระหว่าง เมียนมาร์-ไทย-ญี่ปุ่น  
 
           โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง - ญี่ปุ่น และประกาศให้ความร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนการเจริญเติบโตในภูมิภาคซึ่งสองประเทศตกลงที่จะร่วมกันพัฒนารถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ รถไฟฟ้าสายสีแดงและมีแผนจะพัฒนาระบบรางให้เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก - ตะวันตก ทั้งด้านบนและด้านล่างในอนาคต นอกจากนั้นการลงนามความร่วมมือไทย - ญี่ปุ่น - เมียนมาร์ ร่วมมือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งจะเป็นประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลกที่เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก เพื่อส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างให้กับเอกชนญี่ปุ่นโดยมีไทยเป็นฐานการผลิต และเป็นจุดเชื่อมโยง ศูนย์กลางการกระจายสินค้าในภูมิภาค ขณะที่ญี่ปุ่นได้หารือความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร เพื่อขยายการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยมาในญี่ปุ่น เช่น เนื้อสุกรแปรรูป น้ำตาลดิบ แป้ง และผลไม้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือร่วมกันภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น ซึ่งสองประเทศยินดีให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำเอกสารความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือในการจับคู่ทางธุรกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในการผลิตสินค้าเกษตรด้วย ขณะที่ประเด็นความมั่นคง ไทย-ญี่ปุ่นจะมีประเด็นความร่วมมือด้านต่างๆมากขึ้นเพื่อรักษาความสงบและเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลก  
 
           อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวทิ้งท้ายว่าจะเป็นกำลังใจให้นักฟุตบอลหญิงญี่ปุ่นในรอบชิงฟุตบอลโลกในวันที่ 5 ก.ค.นี้ด้วย
 
 
‘นายกฯ’ ร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันกับภาคธุรกิจญี่ปุ่น ชวนมาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
 
 
           4 ก.ค.58 เวลา 12.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้นำประเทศ CLMV ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้นำภาคเอกชนญี่ปุ่น ได้แก่ สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ณ ห้อง Peacock โรงแรม Imperial โดยระหว่างอาหารกลางวัน นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์แก่ภาคเอกชนญี่ปุ่น กว่า 1,000 ราย
พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสพบกับเคดันเรน และสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในวันนี้ ซึ่งนับว่าอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการจัดประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศลุ่มน้ำโขงและญี่ปุ่น ในฐานะมิตรประเทศยาวนานที่มีต่อกัน ภาคเอกชนญี่ปุ่นเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศลุ่มน้ำโขง ในส่วนของไทย ภาคเอกชนญี่ปุ่นเรียกได้ว่า เป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของไทย และเป็นส่วนสำคัญยิ่งของความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยมาหลายทศวรรษ
  
           นอกจากนี้ ธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุน ต่างมาพร้อมกับเทคโนโลยี วิทยาการ การบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน รวมทั้งสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนในท้องที่ ซึ่งทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนของอนุภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชนญี่ปุ่น และหวังว่า ภาคเอกชนญี่ปุ่นจะคงบทบาทที่แข็งแกร่งในประเทศลุ่มน้ำโขงทุกประเทศต่อไป เพื่อสร้างความเจริญให้แก่อนุภูมิภาคและร่วมก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
 
           ลุ่มน้ำโขงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหนึ่งที่มีพลวัตมากที่สุดในภูมิภาคและในโลกและยังขยายตัวได้อีกมาก ในส่วนของไทย เศรษฐกิจมีเสถียรภาพและพัฒนาการไปในทางที่ดี โดยคาดว่า เศรษฐกิจในปีนี้จะมีอัตราเติบโตกว่าร้อยละ 3-4 ไทยให้ความสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติในอนุภูมิภาค ไทยได้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมแก่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระหว่างประเทศ (International Headquarters – IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (International Trading Centres – ITC) ในไทย นักลงทุนสามารถใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนและการผลิต เพื่อขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องไปยังประเทศในภูมิภาค ในลักษณะ “บวกหนึ่ง”
  
           ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ทั้งทางถนน ราง น้ำและอากาศ โดยใช้เงินทุนมากกว่า 7 ล้านล้านเยนในระยะ 8 ปี เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และส่งเสริมความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและอนุภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
  
           รัฐบาลไทยได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation – MOC) กับญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเส้นทางราง 3 เส้นทาง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้แก่ เส้นทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เส้นทางรถไฟกาญจนบุรี – กรุงเทพฯ – อรัญประเทศและแหลมฉบัง และเส้นทางแม่สอด – มุกดาหารตามระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก
 
           ไทยกำลังผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน 6 จังหวัดตามระเบียงเศรษฐกิจที่สำคัญของอนุภูมิภาค ภายในปลายปีนี้ ได้แก่ จ.ตาก ติดกับเมียนมาร์ จ.มุกดาหาร และ จ.หนองคาย ติดกับ ลาว จ. สระแก้ว และ จ.ตราด ติดกับกัมพูชา และ จ.สงขลา ติดกับมาเลเซีย
  
           “จึงขอเชิญชวนให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจเหล่านี้ ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงธุรกิจและอุตสาหกรรมไปยังเขตเศรษฐกิจและพื้นที่อุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นฐานการผลิตเดียวกัน เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน หากบริษัทใดของญี่ปุ่นมีข้อเสนอเกี่ยวกับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของท่าน เพื่อปรับใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป ไทยหวังให้ประเทศในอนุภูมิภาคนี้เป็นผู้นำแห่งความร่วมมือที่เติบโตไปด้วยกันมากกว่าที่จะเป็นคู่แข่งกัน โดยนายกรัฐมนตรีมีความยินดีที่จะได้เป็นสักขีพยานในการลงนามในบันทึกแสดงเจตจำนง (Memorandum of Intention – MOI) ระหว่างเมียนมาร์ – ไทย – ญี่ปุ่น สำหรับการพัฒนาโครงการทวายในช่วงบ่ายวันนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็นประตูการค้ายุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ขณะนี้ ไทยกำลังเร่งพัฒนาการเชื่อมต่อกับทวาย ทั้งทางรางที่กำลังร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น และทางถนนจากชายแดนไทยไปยังทวาย ซึ่งรัฐบาลไทยได้เห็นชอบวงเงินจำนวน 16,500 ล้านเยนแล้ว โดยจะเชี่อมโยงทวายกับอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ต่อไปยังกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งไทยหวังว่า ภาคเอกชนญี่ปุ่นจะสนับสนุนโครงการทวายอย่างเต็มที่” พล.ต.วีรชน กล่าว
  
           รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความชื่นชมนโยบายของบริษัทญี่ปุ่นที่ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม และเทคโนโลยี ตลอดจนการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกรอบลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ไทยให้ความสำคัญต่อการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (PPP) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอนุภูมิภาค และให้ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วม ในโครงการต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคและอาเซียน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนนักลงทุนวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) ญี่ปุ่นมาลงทุน ในอนุภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมการเกษตร เกษตรแปรรูป การรีไซเคิล พลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ส่งเสริมการลงทุนของ SMEs ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในฐานะฐานการผลิตส่วนขยาย รัฐบาลไทยยังตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคเอกชน ประเทศที่เกี่ยวข้อง และหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในการพัฒนาแรงงานฝีมือในลุ่มน้ำโขง เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคการผลิตและรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ผ่านมา ไทยได้จัดฝึกอบรมในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ยานยนต์ และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานชายแดนเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  
           ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนนักธุรกิจญี่ปุ่นให้มีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญอย่างมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางต่อไป