ข่าว

‘ประยุทธ์’เหินฟ้าสู่โตเกียวสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

‘ประยุทธ์’เหินฟ้าสู่โตเกียวสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

04 ก.ค. 2558

‘ประยุทธ์’เหินฟ้าสู่โตเกียว สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน บนเวที5ประเทศลุ่มน้ำโขง

               การลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศกลุ่มอาเซียนนับวันจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หากจะพูดถึงเฉพาะในประเทศไทยแล้ว ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ มูลค่าการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดในประเทศไทย และวันนี้จำนวนและมูลค่าโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ จากบริษัทญี่ปุ่นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนในระยะแรกที่เน้นการลงทุนสร้างอุตสาหกรรมในประเทศไทย ตั้งแต่เราเริ่มวางแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก 

                "ขอแสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ได้เห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนประเทศไทยมาโดยตลอด ทั้งในช่วงที่ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติภัยพิบัติ ที่สำคัญคือ การริเริ่มโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 5 ประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์และการมองการณ์ไกล เพราะวันนี้ในโลกแห่งการแข่งขันทางด้านต้นทุนการผลิต ที่มีสาเหตุจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน ค่าแรงงาน ต้นทุนการเงิน ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ ทำให้เราต้องมองหาแหล่งผลิตที่มีความได้เปรียบทั้งทางด้านวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต และตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงห่วงโซ่ของการผลิตเข้าด้วยกันเพื่อประหยัดต้นทุน"

                ด้วยความที่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ประชากรประมาณ 300 ล้านคน มีอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่รวดเร็วและต่อเนื่อง ปัจจุบันมีจีดีพีประมาณ 664 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากนับรวมอาเซียนทั้งกลุ่มแล้ว ตลาดผู้บริโภคก็มีขนาดใหญ่ถึง 600 ล้านคน นโยบายรัฐบาลไทยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาในอดีตอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความโปร่งใสของภาครัฐที่เป็นปัญหาหนักอกของนักธุรกิจทั้งหลาย ตลอดจนวางพื้นฐานที่มั่นคงให้แก่เศรษฐกิจไทย และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง อะไรก็ตามที่เป็นข้อตกลงร่วมกัน รัฐบาลจะดำเนินการให้มีผลเป็นรูปธรรม ซึ่งมี 5 เรื่อง ดังนี้

                1.ไทยยืนยันที่จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) ทั้งภายในประเทศและกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลได้อนุมัติแผนพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในช่วง 8 ปีข้างหน้า (2558-2564) ประกอบด้วย 5 แผนงานคือ (1) การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง (2) การพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนในกทม.และปริมณฑล จำนวน 10 เส้นทาง (3) การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (4) การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และ (5) การเพิ่มขีดความสามารถของบริการขนส่งทางอากาศ ซึ่งมีอยู่หลายโครงการที่รัฐบาลไทยได้มีความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น

                2.โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบโครงการใน 4 รูปแบบคือ (1) เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรก 5 จังหวัด เริ่มปี 2558 และระยะที่สองอีก 5 จังหวัด เริ่มปี 2559 โดยมุ่งเน้นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และในกลุ่มอาเซียนที่จะเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศไทยบวกหนึ่ง (Thailand Plus One) (2) เขตเศรษฐกิจพิเศษตอนใน เป็นการพัฒนาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในลักษณะคลัสเตอร์ (3) เขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรม และ (4) เขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการท่องเที่ยว (อาจจะเรียกว่าเป็น Tourism Free Zone) ซึ่งรัฐบาลโดยบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้รูปแบบที่ 2-4 อยู่ในระหว่างการจัดทำรายละเอียด

                3.นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาค (International Headquarter - IHQ) และศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Trading Center - ITC) โดยให้สิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจข้ามชาติที่จัดตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคในประเทศไทย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ และลดขั้นตอนการประกอบธุรกิจ ซึ่งมุ่งเป้าให้ลดเวลา เพิ่มความคล่องตัว และลดต้นทุนการประกอบการของนักธุรกิจ (Ease of Doing Business) ขณะนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายทบทวนกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

                4.ไทยจะร่วมมือกับเมียนมาร์ในการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย รัฐบาลไทยเห็นว่า โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายถือเป็นโครงการสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์ในอันที่จะร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตในลักษณะส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในการนี้ ไทยขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ และรัฐบาลญี่ปุ่น ที่จะร่วมมือและให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันเพื่อร่วมพัฒนาโครงการนี้ให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ในเวลาอันรวดเร็ว และมีความยินดีที่ทั้ง 3 ประเทศ จะได้มีการลงนาม ร่วมกันในบันทึกความเข้าใจในการแสดงเจตนารมณ์ (Memorandum of Intent: MOI) ในการร่วมกันพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายให้มีความก้าวหน้า เป็นรูปธรรม และประสบผลสำเร็จต่อไป

                5.ไทยจะเดินหน้าในการแก้ไขกฎระเบียบร่วมกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงให้สามารถลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนให้ทันสมัย โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาในเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงคมนาคมเจรจาเรื่องการเพิ่มจำนวนรถผ่านแดนไปยังประเทศที่สองและสามในกลุ่ม และเปิดให้มีการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศภายในกลุ่ม สามารถย่นระยะเวลาเดินทางข้ามประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม-กัมพูชา

                สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้มีความสงบและมั่นคง การดำเนินชีวิตของประชาชนและการทำธุรกิจการลงทุนกลับมาเป็นปกติ รัฐบาลกำลังดำเนินการตามโรดแม็พในขั้นที่สองที่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอนุมัติโครงการลงทุนที่มีประโยชน์ให้เริ่มดำเนินการได้ และเตรียมการจะเข้าสู่ขั้นที่สาม คือขณะนี้มีร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการทำประชาพิจารณ์ (Referendum) ในช่วงต้นปีหน้า จากนั้นถึงจะมีการเลือกตั้ง และส่งต่อวาระการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลจะได้เตรียมไว้ให้รัฐบาลในอนาคตมาทำต่อไป