
ถึงคราชาวกรีกต้องไปตายดาบหน้า
05 ก.ค. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ถึงคราชาวกรีกต้องไปตายดาบหน้า : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่สายตาของคนทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่แดนดินถิ่นจอมเทพซูสเป็นตาเดียว เพราะเป็นวันชี้ชะตาว่ากรีซจะล้มละลายทางเทคนิคหรือไม่ หากลูกหลานจอมเทพซูสลงประชามติว่าไม่ต้องการการปฏิรูปเพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางการเงิน หรือจำยอมต้องตกเป็นเมืองขึ้นของนักล่าอาณานิคมยุคใหม่ในคราบของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารยุโรป หากผลการลงประชาติ ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปฏิรูป หวังจะได้รับเงินช่วยเหลือก้อนใหม่เพื่อต่อลมหายใจออกไปอีกเฮือกหนึ่ง
นั่นหมายถึงว่าต้องยอมเป็นลูกไก่ในกำมือของไอเอ็มเอฟและธนาคารยุโรปที่จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอดจากมาตรการรัดเข็มขัดให้แน่นขึ้นเหมือนกับที่แดนดินถิ่นเจ้าพระยาและหลายประเทศในทวีปคนผิวเหลืองเอเชียเคยเผชิญมาก่อนหน้านี้คราวเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
ไม่ว่าจะเป็นการโละข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจลงกว่า 1.5 หมื่นคน เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง คลุมไปถึงการยกเลิกหรือลดสวัสดิการต่างๆ ลง การลดค่าจ้างขั้นต่ำลง 20 เปอร์เซ็นต์ จากเดือนละ 711 ยูโร (ราว 26,300 บาท เหลือเดือนละ 600 ยูโร (ราว 22,000 บาท) การไฟเขียวให้นายจ้างสามารถปลดลูกจ้างออกได้ง่ายขึ้น การเก็บภาษีต่างๆ ในอัตราที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ
เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเงื่อนไขที่ชาวกรีกซึ่งเสพติดนโยบายประชานิยมมาจนเคยตัวไม่อาจยอมรับได้ แต่ก็ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดีจึงจะสามารถปลดหนี้ไอเอ็มเอฟลงได้ ไม่ต้องพูดไกลไปถึงการชำระสะสางปัญหาเรื้อรังจากการขาดวินัยทางการเงินการคลังจนทำให้สะสมหนี้สินรวมทั้งสิ้นกว่า 3.6 แสนล้านยูโร (ราว 13.3 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 180 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เพราะไร้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นี้เอง ทำให้กรีซจำใจต้องสร้างประวัติศาสตร์หน้าแรกในรอบกว่า 70 ปีว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศแรกที่ผิดนัดชำระหนี้ไอเอ็มเอฟ
ขณะที่ลูกหลานเทพซูสได้แต่คร่ำครวญว่า "วิญญาณปู่คงร้องไอ้ลูกหลานจัญไร” เป็นแน่ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่กำลังสิ้นไร้ไม้ตอกหมดหวังกับอนาคตที่มีแต่มืดมัวลง แม้จะกล้ำกลืนฝืนทนยอมทำงานหนักหรือกัดฟันกลืนเลือดจากการไม่มีงานทำมานานหลายปี แต่สถานการณ์ก็มีแต่เลวร้ายลงตามลำดับ ถึงขั้นมีเงินแม้เพียงน้อยนิดก็ไม่สามารถใช้เงินได้ เมื่อรัฐบาลงัดไม้ตายมาใช้ด้วยการสั่งปิดธนาคารเป็นเวลา 7 วัน ป้องกันคนแห่ถอนเงิน นอกเหนือจากจำกัดการถอนเงินสดเหลือวันละ 60 ยูโรเท่านั้น
ทางออกของลูกหลานจอมเทพซูสที่จะทำได้ในช่วงวิกฤตินี้ทำได้อย่างเดียวก็คือหนีไปตายเอาดาบหน้า “ผมมองไม่เห็นอนาคตแม้แต่น้อย” หนุ่มวัย 31 ปี ผู้หนึ่งให้ความเห็นด้วยท่าทางท้อแท้ ทอดอาลัยตายอยาก ในชีวิต หลังจากถูกสถานการณ์บังคับให้จำใจต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน “ประเทศนี้เป็นประเทศที่งดงามมาก แต่ผมก็นึกภาพไม่ออกว่าจะทนอยู่ต่อได้อย่างไรเพียงเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ”
เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของคนหนุ่มสาวต้องกลายเป็นคนว่างงานแม้จะดิ้นรนหางานทำด้วยความเหนื่อยยากสักเพียงไรก็ตาม ท้ายสุด เมื่อถึงครา “เคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา” คนหนุ่มสาวเหล่านี้จึงเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าหรือใส่เป้เดินทางไปตายเอาดาบหน้าในต่างประเทศ
ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เค้าลางวิกฤติเศรษฐกิจเริ่มปรากฏให้เห็น ซ้ำเติมจากปัญหาซ้ำซากที่ถมทับมานานทั้งเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ประชาธิปไตยที่คุณธรรมและความรับผิดชอบ ค่าจ้างแรงงานที่ต่ำเรี่ยดินหรืองานที่สุดแสนหายากยิ่งกว่าปีนเขาโอลิมปัส ทำให้ลูกหลานจอมเทพซูสกว่า 2 แสนคน จำใจเดินทางไปแสวงหาอนาคตที่อาจดีกว่าในต่างประเทศ
คริสตอน เพนนอส หนุ่มวัย 32 ปี เดินทางออกจากกรีซเมื่อ 2 ปีที่แล้วเนื่องจากสายงานวิทยาศาสตร์นั้นไม่มีตำแหน่งงานให้เลย ตอนนี้ เพนนอสก็ได้งานทำ เป็นนักวิจัยของมหาวิทยาลััยแห่งหนึ่งในนอร์เวย์
“น้องชายผมไปทำงานที่สเปน เพื่อนรักคนหนึ่งของผมไปอยู่ที่เยอรมนี เพื่อนๆ อีกหลายคนกระจัดกระจายไปที่อยู่ที่อังกฤษ นอร์เวย์สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งที่โปแลนด์”
ตอนแรกเพนนอสวางแผนจะไปทำงานชั่วคราวที่นอร์เวย์แค่ 2-3 ปีแล้วก็จะกลับบ้าน แต่เมื่อวิกฤติการณ์ในแดนจอมเทพมีแต่เลวร้ายลง เพนนอสก็รู้ตัวดีว่าคงต้องอยู่ต่ออีกยาว “ผมยอมรับว่าคิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงครอบครัว เหนืออื่นใด คิดถึงแสงแดดอันเจิดจ้าและอาหารพื้นเมืองชองชาวกรีก”
ขณะเดียวกัน หนุ่มสาวอีกไม่ใช่น้อยต่างจับกลุ่มคุยตามข้างถนนหรือร้านอาหารเล็กๆ ว่าจะทำอย่างไรดีกับอนาคตที่ยังหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ไม่พบ ส่วนใหญ่ต้องจำใจทำงานแบบพาร์ทไทม์ หรือหางานพิเศษทำประเภทเลี้ยงเด็กเล็กหรืองานทำความสะอาดเพื่อความอยู่รอดไปวันๆ
มาริเรนา พนักงานนวดบำบัดผู้หนึ่งเปิดเผยว่า “ก่อนหน้านั้น ฉันมีรายได้เดือนละ 1,300 ยูโร (ราว 48,000 บาท) แต่ตอนนี้ได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป”
เพื่อจะหนีร้อนไปพึ่งเย็น เธอยังโชคดีกว่าพี่น้องร่วมชาติคนอื่นๆ ที่ไม่มีทางเลือกเดินแม้แต่ทางเดียว ตรงที่เธอมีทางเลือกถึง 2 ทาง ทางเลือกหนึ่งก็คือจะเดินทางไปอยู่กับแฟนหนุ่มซึ่งเป็นผู้อพยพชาวซีเรีย ที่แรกรู้จักกันระหว่างเป็นอาสาสมัครให้แก่สมาคมผู้อพยพและโยกย้ายถิ่นฐานหรือไม่ ซึ่งขณะนี้แฟนหนุ่มได้ย้ายไปอยู่ที่เนเธอร์แลนด์
หรือไม่เช่นนั้น เธออาจจะลากกระเป๋ามุ่งหน้าไปยังแดนเบียร์เยอรมนีเพื่อไปอยู่กับพี่ชาย ซึ่งเป็นทหารและถูกส่งไปประจำการที่ประเทศนี้โดยได้เงินเดือนเดือนละ 2,000 ยูโร (ราว 74,000 บาท) ทางเลือกนี้คงดีกว่าไปอยู่กับแฟนหนุ่ม เพราะถ้าอยู่กับพี่ชายอย่างน้อยก็ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร ในเมื่อเงินใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ดี เธอยอมรับว่า ยังลังเลในเรื่องนี้ว่าจะยอมจากบ้านเกิด หรือทนสู้อยู่ต่อไปจนกว่าท้องฟ้าจะแจ่มใส
ส่วนวิศวกรโยธาผู้หนึ่งวางแผนจะไปอยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเป็นประเทศใดเพราะเชื่อมั่นว่าคงจะมีงานให้ทำแน่นอน “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนับว่าแย่มาก ถ้าผมรู้ล่วงหน้าก่อนสัก 4-5 ปี ก็จะดี จะได้ไปเรียนเป็นเชฟหรือช่างทำผม ซึ่งไม่มีวันตกงานในประเทศนี้”
จะว่าไปแล้ว การโยกย้ายถิ่นฐานของชาวกรีกรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใด ศ.ลัวร์ ลาบริอานิดิส ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยเทสซาโลนิกีให้ความเห็น ก่อนจะเสริมว่า ปรากฏการณ์นี้เพียงแต่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเท่านั้น ความที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จึงได้รับเชิญจากกระทรวงเศรษฐกิจให้ไปช่วยหาทางกอบกู้วิกฤติเศรฐษกิจ รวมถึงหามาตรการกระตุ้นการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทเพิ่มมูลค่าเพื่อกระตุ้นคนรุ่นใหม่ให้มีกำลังใจที่จะเรียนต่อให้จบและเป็นกำลังของแผ่นดินแม่ต่อไปโดยไม่คิดหนีไปไหน
ศ.ลัวร์ ลาบริอานิดิส เองก็หวังเช่นกันว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการฟื้นการเจรจาต่อรองกับประเทศเจ้าหนี้ “ถ้าเราไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชำระหนี้ เราก็จะมีเงินทุนไหลเข้าไปสู่ตลาดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น”
“ทุกวันนี้ถือเป็นวิกฤติสำหรับชาวกรีกทุกคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว”
-----------------------
ผลของประชามติกรีซ
กรีซเปิดคูหาให้ประชาชนออกเสียงระหว่างเวลา 07.00-19.00 น. หลังจากนั้นคาดว่าพอจะทราบแนวโน้มผลคะแนนเวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 4 ชั่วโมง
การลงประชามติที่ใช้งบ 20 ล้านยูโร จะมีผลต่อเมื่อมีผู้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนไม่ต่ำกว่า 40% ของผู้มีสิทธิออกเสียง 9,855,029 คน
ผลสำรวจโดยสถาบันโปรราทา พบว่า ผู้มีสิทธิราว 80% ตั้งใจจะออกมาโหวตอย่างเป็นทางการ คำถามที่ชาวกรีกต้องตัดสินใจเลือกอย่างเป็นทางการก็คือ จะยอมรับหรือปฏิเสธข้อเสนอเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน จากเจ้าหนี้อันได้แก่ ไอเอ็มเอฟ สหภาพยุโรป (อียู) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่มักเรียกรวมๆ ว่า ทรอยกา
ในทางปฏิบัติ มักมองกันกว้างๆ ว่านี่คือการลงประชามติว่ากรีซควรเป็นส่วนหนึ่งของยูโรโซนหรือไม่ แต่อันที่จริงยากจะบอกได้ว่าประชามติครั้งนี้หมายถึงอะไรแน่ และผลคะแนนที่ออกมาในทางใดทางหนึ่งจะนำไปสู่อะไร เนื่องจากการลงประชามติครั้งนี้เป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวของรัฐบาลกรีซ ไม่ผูกมัดถึงรัฐบาลยุโรป และรัฐบาลกรีซเองก็ไม่ได้วางแผนไว้ชัดเจนว่า หากผลออกมาเป็น “เยส” หรือ “โน” แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร มีความไม่แน่นอนรออยู่
หากผลออกมา “เยส” คือรับข้อเสนอของเจ้าหนี้ ซึ่งมักตีความกันกว้างๆ คือการสะท้อนว่ากรีซยังต้องการอยู่ในยูโรโซนต่อไป ปัญหาก็คือข้อเสนอที่ชาวกรีกโหวตรับได้นั้น ไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจาอีกต่อไปเพราะได้ผ่านเส้นตาย 30 มิถุนายนมาแล้ว ทำให้กรีซชวดได้รับเงินกู้มาจ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟก้อนใหญ่ในวันเดียวกัน ถึงอย่างนั้น จะต้องดูกันต่อไปว่าเมื่อชาวกรีกแสดงออกว่ารับข้อตกลงได้ ทรอยกาอาจกลับไปพิจารณาข้อเสนอนี้ใหม่หรือไม่
แต่ในทางการเมือง รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอเล็กซีส ซีพราส พูดชัดเจนว่าจะลาออกหากผลออกมาเป็นโหวตเยส เพราะพรรคซิรีซาของเขาชนะเลือกตั้งเมื่อมกราคมมาได้ด้วยการชูนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด
และหากลาออก มีความเป็นไปได้สองทางว่า ประธานาธิบดีกรีซอาจผลักดันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อเจรจากับเจ้าหนี้ให้ได้เงินกู้มาพยุงสถานะของกรีซชั่วคราวก่อนการเลือกตั้งก่อนกำหนด แต่การรวมพรรคมาตั้งรัฐบาลแห่งชาติ จนมีคะแนนเสียงเกินครึ่งจาก 300 ที่นั่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย หรือหากทำได้ การเลือกตั้งอย่างเร็วสุดคาดว่าจะเป็นเดือนกันยายน นั่นหมายถึงความไม่แน่นอนจะยังคงอยู่อีกหลายสัปดาห์ อีกทั้งผลสำรวจหลายสำนักชี้ว่าส่วนใหญ่ยังสนับสนุนพรรคซิริซาอยู่ดี
ผลจากการโหวตโน อาจจะยิ่งโกลาหลยิ่งกว่า นายกรัฐมนตรีซีพราสเรียกร้องให้ประชาชนเลือกหนทางนี้ โดยอ้างว่าจะเป็นข้อต่อรองเอาไว้ไปเจรจากับเจ้าหนี้ให้ได้เงื่อนไขที่ดีกว่า แต่อีกฝั่งปฏิเสธและเชื่อว่าการทำความตกลงแผนช่วยเหลือใหม่จะยากขึ้นยิ่งกว่า
นอกจากนี้ บรรดาผู้กำหนดนโยบายในยูโรโซนได้เตือนแล้วว่า การโหวตโน คือการส่งสัญญาณไม่รับความช่วยเหลือตามแผนของการเจ้าหนี้ ดังนั้น กรีซในสภาพที่เครดิตย่ำแย่ มองไม่เห็นว่าจะมีสถาบันใดปล่อยกู้นอกจากทรอยกา อาจจะลงเอยด้วยการผิดนัดจ่ายหนี้อีซีบี ในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้อีกราย
-----------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ถึงคราชาวกรีกต้องไปตายดาบหน้า : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



