
เจาะเรียงตัว14 นักศึกษาหลากคิดแต่ไร้การนำ
เจาะเรียงตัว14 นักศึกษา ความคิดหลากหลายแต่ไร้การนำ
เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ได้เกิดขบวนการนักศึกษาในนาม "ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" (ศนท.) ที่มีบทบาทเป็นกองหน้าของการต่อสู้โค่นล้มเผด็จการ "ถนอม-ประภาส" แต่เพียงเวลาผ่านไป 3 ปี ยุคทองของนักศึกษาก็สิ้นสุดลง ด้วยเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ผ่านมาถึงปี 2534-2535 "สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" (สนนท.) ได้มายืนอยู่แถวหน้าการต่อต้านเผด็จการ รสช. และดูเหมือนยุคทองของนักศึกษาจะกลับมาอีกครั้ง
พลันที่เกิด "สงครามเสื้อสี" ขบวนการนักศึกษาภายใต้ร่มธง สนนท. ก็แตกดังโพละ เมื่อแกนนำนักศึกษา "รุ่นพี่" ที่แยกกันอยู่คนละฝ่าย ได้พยายาม "ยื้อแย่ง" องค์กร สนนท. ไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวมวลชนของกลุ่มตน
ดังนั้น ขบวนการนักศึกษายุคต้าน คสช. จึงตกอยู่ในสภาพ "เบี้ยหัวแตก" และ "ไร้พลัง" หากการรวมตัวในนาม "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ก็เป็นได้เพียง "หน่ออ่อน" เท่านั้น
เมื่อเจาะลึกเรียงตัว 14 นักศึกษาที่ถูก คสช.จับกุม ก็จะเห็นภาพความซับซ้อน และหลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มความคิดคือ "ประชาธิปไตยประชาชน" กับ "สิทธิชุมชน"
กลุ่มประชาธิปไตยประชาชน
นักศึกษาที่มีแนวคิดประชาธิปไตยประชาชน จะมีบทบาทขับเคลื่อนคู่ขนานกับ "คนเสื้อแดง" ในบางประเด็น และมีความสัมพันธ์เชิงลึกกับ "แดงอิสระ" บางกลุ่ม
กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (แอลแอลทีดี) เป็นองค์กรภายในรับลูกการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ สร้างกระแสขยายแนวร่วมมวลชนในพื้นที่แก้ไขมาตรา 112 และนักศึกษากลุ่มนี้ ได้เข้าร่วมเป็นคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)
สมาชิกที่ถูกจับกุมคือ รังสิมันต์ โรม นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รัฐพล ศุภโสภณ นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) อันสืบเนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พฤษภา กลุ่มอิสระในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ประชุมและมีมติให้ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นจุดเริ่มต้นของศูนย์การนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาชนแห่งประเทศไทย
กลุ่มอิสระใต้ร่มธง ศนปท. ได้แก่ กลุ่มสภาหน้าโดม, และสภากาแฟ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กลุ่มลูกพระจอมปกป้องประชาธิปไตย, กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กลุ่มกราฟเสรี จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักศึกษาพิทักษ์ประชาธิปไตย จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง, กลุ่มซุ้มเกี่ยวดาว จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ สมัชชาเสรีเพื่อประชาธิปไตยแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หลังจากนั้น พวกเขาได้มีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ "ต้านรัฐประหาร" หลายต่อหลายครั้งในนาม ศนปท. เช่น จัดกิจกรรมกินแซนด์วิช ในสยามพารากอน และอ่านหนังสือ
สมาชิกในกลุ่มที่ถูกจับคือ ทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาและอดีตผู้นำนักศึกษาอีก 2 คน ที่ไม่สังกัดกลุ่มใด แต่มีแนวคิดเชิงอุดมการณ์ประชาธิปไตยประชาชนชัดเจนคือ ชลธิชา แจ้งเร็ว นักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ ปีที่ 3 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
เมื่อครั้งที่ กปปส. รณรงค์ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง "ชลธิชา" ได้เป็นแกนนำจัดกิจกรรมสนับสนุนให้ดำเนินการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 และก่อนหน้านั้น "ชลธิชา" ได้ร่วมเดินรณรงค์ค้านเขื่อนแม่วงก์ กับศศิน เฉลิมลาภ
อีกคนหนึ่งชื่อ พรชัย ยวนยี อดีตนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2555
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ยุคที่มี "พรชัย" เป็นผู้นำ ได้ประกาศตัวว่าเห็นด้วยกับแนวทางแก้ไขมาตรา 112 ของกลุ่มนิติราษฎร์ และบ่อยครั้งที่ "พรชัย" นำ สนนท.ไปทำกิจกรรมร่วมกับ "แดงอิสระ" โดยการนำของ "กวีราษฎร" ไม้หนึ่ง ก.กุนที
อย่างเช่นกิจกรรม "เราคืออากง" ที่มีจุดเริ่มต้นจากคดีของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 โดยมีการยืนไว้อาลัยต่อกระบวนการยุติธรรม
โดยส่วนตัว "พรชัย" มีความศรัทธาต่อ ไม้หนึ่ง ก.กุนที เป็นอย่างมาก ถึงขั้นท่องบทกวีของไม้หนึ่งได้เกือบทุกบท
กลุ่มแนวคิด"สิทธิชุมชน"
กลุ่มนักศึกษาที่ทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยในช่วงหลัง จะเน้นการออกไปร่วมคิดร่วมต่อสู้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภาครัฐ และโครงการขนาดใหญ่ของกลุ่มทุน
กลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน เป็นตัวอย่างของนักกิจกรรมที่เดินตามรอย "รุ่นพี่" โดยเน้นการทำกิจกรรมเพื่อสังคม และสร้างความเป็นธรรมกับเรื่องต่างๆ ในสังคม
ผลงานที่โดดเด่นของกลุ่มลูกชาวบ้านคือ ได้ร่วมเคลื่อนไหวการคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือ ม.นอกระบบ ซึ่งก่อเกิดเป็นกระแสในมหาวิทยาลัยต่างๆ
สมาชิกกลุ่มที่ถูกจับคือ ปกรณ์ อารีกุล หนึ่งในแกนนำกลุ่มลูกชาวบ้านรุ่นสอง
กลุ่มเสรีนนทรี เป็นของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เคลื่อนไหวคัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และสมาชิกกลุ่มที่ถูกจับคือ อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ อดีตนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นอกจากการค้าน ม.ออกนอกระบบ ทั้งสองหนุ่ม "ปกรณ์-อภิสิทธิ์" ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์กฎหมาย 4 ฉบับเพื่อการปฏิรูปเรื่องที่ดินเพื่อคนจน และคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์
กลุ่มดาวดิน กลุ่มนี้เป็นการรวมตัวของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ออกไปช่วยงานด้านกฎหมายแก่ชาวบ้าน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ซึ่งคัดค้านการให้สัมปทานเอกชนทำเหมืองทองคำในพื้นที่ภูยอดฟ้า
สมาชิกกลุ่มนี้ที่ถูกจับคือ วสันต์ เสกสิทธิ์, พายุ บุญโสภณ, อภิวัฒน์ สุนทรารักษ์, ศุภชัย ภูคลองพลอย, ภาณุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์, สุวิชา พิทังกร และ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา
หากประเมินจากข้อมูลข้างต้น ก็จะเห็นว่า รากเหง้าทางความคิดของ "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ค่อนข้างหลากหลายคล้าย "สีรุ้ง"
ดังนั้น การที่ คสช.ระดับสูง ตั้งธงว่า "กลุ่มอำนาจเก่า" ใช้นักศึกษา 14 คน มาสร้างเงื่อนไขให้เกิดการต่อต้าน คสช. อาจเป็นการเหมารวมเหมาโหลเหมือนยุคที่จอมพลประภาส จารุเสถียร ชี้หน้านักศึกษาว่า "คอมมิวนิสต์อยู่เบื้องหลังนักศึกษา" อาจทำให้ "คนกลางๆ" ให้ความเห็นอกเห็นใจนักศึกษามากขึ้น
ฉะนั้น ฝ่ายความมั่นคงต้องแยกแยะให้ชัดว่า กลุ่มใดคิดอย่างไร? กลุ่มใดมีความสัมพันธ์กับใคร? การเหมารวมหรือปล่อยให้ "กองเชียร์ คสช." สร้างวาทกรรมเกลียดชัง "14 นักศึกษา" ราวกับเป็นอสูรร้ายอย่างไม่มีการจำแนกนั้น กระแสมันอาจตีกลับ คสช.ได้
ประเมินว่าสถานการณ์ในวันนี้ คสช.ยัง "เอาอยู่" เพราะมีความยืดหยุ่นสูง ขณะที่พลังนักศึกษายังอ่อนแอ โอกาสจะเป็น "ฟางเปียกฝน" มากกว่า "ไฟลามทุ่ง"



