ข่าว

น้ำหวานฆ่าคนตายนับแสน

น้ำหวานฆ่าคนตายนับแสน

04 ก.ค. 2558

เวิลด์วาไรตี้ : น้ำหวานฆ่าคนตายนับแสน

 
          สำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” นั้น อธิบายได้อย่างชัดเจนถึงพิษภัยของความหวานได้เป็นอย่างดี เพราะแม้แต่ลมปากที่ส่งถ้อยมธุรสวาจาออกมาให้คนฟังชื่นใจนั้น ยังเป็นอันตรายร้ายแรง เพราะผู้หลั่งคำหวานเหล่านั้นออกมาอาจซ่อนมีดไว้เบื้องหลัง ฉันใดก็ฉันนั้น ความหวานในน้ำหวานที่เย้ายวนใจให้ผู้คนดื่มด่ำกำซาบ เพลิดเพลินกับความหวานที่กระซ่านสู่ลิ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ก็เป็นอันตรายร้ายแรงถึงกับสิ้นชีวิตได้ด้วยเช่นกัน
 
          สถาบันฟรีดแมนด้านโภชนาการศาสตร์และนโยบายแห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า ความหวานจากน้ำหวานประเภทน้ำอัดลม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลังหรือเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา และชาเย็นบรรจุขวด ที่กำซาบซ่านบนลิ้นนั้น เป็นอันตรายถึงกับชีวิตได้ หากมีการบริโภคมากจนเกินไป
 
          เฉพาะภายในปี 2556 ผู้ที่นิยมความหวานจากเครื่องดื่มทั่วโลกต้องสังเวยชีวิตกว่า 184,000 ราย และในจำนวนนี้เป็นพลเมืองในสหรัฐอเมริกามากถึง 25,000 ราย
 
          สาเหตุเกิดจากความหวานในน้ำหวานกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง ที่เป็นต้นเหตุทำให้ผู้บริโภคสิ้นชีพในจำนวนมากเท่าๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโรคไข้หวัด
 
          ดร.ดาริอุช โมซาฟฟาเรียน ผู้เขียนงานวิจัยอาวุโสในเรื่องดังกล่าว และคณบดีสถาบันฟรีดแมนด้านโภชนาการศาสตร์และนโยบายแห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า ควรมีการกำหนดนโยบายระดับโลกเพื่อลดหรือกำจัดน้ำหวานออกไปจากการบริโภคของคนทั่วโลก เพราะมีหลักฐานชี้ชัดว่า น้ำตาลในน้ำหวานก่อให้เกิดโรคอ้วน และโรคอ้วนก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นโรคอ้วนยังมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 17 ล้านคนทั่วโลกต่อปีอีกด้วย
 
          เพียงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มักจะเกิดกับคนที่เป็นโรคอ้วน ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 133,000 รายต่อปี โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันก็คร่าชีวิตพลเมืองโลกราว 45,000 ราย ส่วนมะเร็งที่เกิดในกลุ่มคนเป็นโรคอ้วนสังหารคนไปราวปีละ 6,450 ราย
 
          การศึกษาของทีมวิจัยแห่งสถาบันฟรีดแมนฯ อาศัยการวิเคราะห์สถิติผู้ป่วยและผู้เสียชีิวิตใน 50 ประเทศ ประกอบกับการทำวิจัยเกี่ยวกับปริมาณการบริโภคน้ำตาลของประชาชนในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลอ้อย น้ำตาลจากหัวบีท และ น้ำหวานจากข้าวโพดที่อุดมไปด้วยน้ำตาลฟรุกโตส ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องดื่มรสหวาน
 
          ทีมวิจัยชี้ว่า ใน 20 ประเทศที่มีการบริโภคน้ำหวานสูงสุดของโลก มีประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาและทะเลแคริบเบียนมากถึง 8 ประเทศ เช่น เม็กซิโก ที่มีประชากรเป็นโรคเบาหวานมากกว่า 10% มีอัตราผู้เสียชีวิตเพราะดื่มน้ำหวานมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร
 
          ตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น ที่ประชาชนนิยมดื่มชาที่ไม่ผสมน้ำตาลเป็นหลัก จึงมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะการบริโภคน้ำหวานน้อยมากอย่างไม่ต้องสงสัย
 
          ขณะที่ชาวอเมริกันที่บริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 22.2 ช้อนชาต่อวัน (เทียบเท่ากับพลังงาน 355 แคลอรี) จากการบริโภคอาหาร และ เครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นหลักก็มีผู้เสียชีวิตเพราะโรคที่เกี่ยวข้องกับความหวานในระดับสูงดังที่กล่าวมาแล้ว
 
          ในน้ำอัดลมขนาด 12 ออนซ์ (355 ซีซี) จะมีน้ำตาลผสมอยู่ราว 10 ช้อนชา ซึ่งสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาเตือนประชากรชาวอเมริกันว่า ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค ซึ่งถ้าต้องการบริโภคน้ำอัดลมก็ควรเลี่ยงไปดื่มเครื่องดื่มที่ใช้สารทดแทนความหวานของน้ำตาลแทน
 
          ทางฝั่งผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจำเลยสังคมอย่าง สมาคมผู้ผลิตเครื่องดื่ม ที่เป็นตัวแทนของผู้ผลิตเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ในแดนมะกันรีบออกมาตอบโต้การเปิดเผยผลวิจัยฉบับนี้ ว่า ผลการวิจัยไม่ได้บ่งชี้ว่า การบริโภคเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรัง และผู้เขียนผลงานวิจัยฉบับนี้ก็ทราบดีว่า มีการให้คำแนะนำการบริโภคเครื่องดื่มผสมน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมต่อผู้บริโภคแล้วเช่นกัน