ข่าว

ถึงเวลาผ่าตัด 'รัฐวิสาหกิจ' ปรับองค์กรโปร่งใส-ปลอดการเมือง

ถึงเวลาผ่าตัด 'รัฐวิสาหกิจ' ปรับองค์กรโปร่งใส-ปลอดการเมือง

03 ก.ค. 2558

ถึงเวลาผ่าตัด 'รัฐวิสาหกิจ' ปรับองค์กรโปร่งใส-ปลอดการเมือง โจทย์ท้าทาย

 
 
ถึงเวลาผ่าตัด 'รัฐวิสาหกิจ' ปรับองค์กรโปร่งใส-ปลอดการเมือง
 
                      “รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างและยังเป็นผลมาจากการแทรกแซงทางการเมืองในอดีต”
 
 
ถึงเวลาผ่าตัด 'รัฐวิสาหกิจ' ปรับองค์กรโปร่งใส-ปลอดการเมือง
 
                      “การสรรหาและแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ เราก็คาดหวังว่า ในอนาคตจะต้องเป็นมืออาชีพและเหมาะสมกับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ไม่ใช่เป็นตัวแทนที่นักการเมืองส่งเข้ามา”
 
 
ถึงเวลาผ่าตัด 'รัฐวิสาหกิจ' ปรับองค์กรโปร่งใส-ปลอดการเมือง
 
                      “เป้าหมายของบรรษัทฯ ไม่ใช่การแสวงหารายได้ แต่ควรมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากกว่า และการดึงรัฐวิสาหกิจเข้ามาดูแลควรมีการกำหนดประเภทให้ชัดเจน”
 
 
 
                      คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ : แนวทางและความท้าทาย” โดยมีตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นถึงความจำเป็นในการเร่งปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจให้สามารถแข่งขันได้ และนำไปสู่การปรับองค์กรสู่ความโปร่งใสปลอดจากการแทรกแซงของการเมืองในอนาคต
 
                      นายบรรยง พงษ์พานิช หนึ่งในคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ ซูเปอร์บอร์ด กล่าวว่า เวลานี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แม้ในอดีตเคยมีแนวคิดจะปฏิรูป โดยการแก้ไขกฎหมาย แต่ก็ถูกรัฐบาลตีกลับมา ไม่เคยประสบความสำเร็จ ซึ่งครั้งนี้มองว่าน่าจะเดินเข้าใกล้เป้าหมายได้มากที่สุด โดยซูเปอร์บอร์ดจะแบ่งการทำงานเป็น 3 ชุด ชุดแรกจะเน้นแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา 7 แห่ง และชุดที่สองจะเน้นวางยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างใหม่ ส่วนชุดที่สามเน้นพัฒนาปรับปรุงระบบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจให้มีธรรมาภิบาลในการทำงาน ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและการทำงานของภาครัฐ รวมถึงส่งผลทางการเมืองในอนาคตด้วย
 
                      “ยอมรับว่าการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ไม่ได้ทำภายใต้ระบบประชาธิปไตย ทำให้คณะกรรมการต้องเดินสายชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจถือว่ามีความจำเป็น  เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีขนาดทรัพย์สินสูงถึง 11.8 ล้านล้านบาท โตขึ้น 3 เท่า เมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศ และมีการลงทุนปีละ 2-4 แสนล้านบาท ใกล้เคียงงบประมาณภาครัฐ ซึ่งในระยะต่อไปจะมีทั้งการขยายท่าเรือ สนามบิน ถนน ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มขนาดของรัฐวิสาหกิจอีก ในอนาคตจึงกิดคำถามว่า รัฐวิสาหกิจมีการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แต่การทำงานมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งเป็นที่มาของการเร่งปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกัน” นายบรรยงกล่าว
 
                      นายบรรยง กล่าวอีกว่า หากดูในรายละเอียดจะพบว่ารัฐวิสาหกิจที่มีกำไรส่วนใหญ่จะเป็นรายที่มีการผูกขาด ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งกับเอกชน เช่น การบินไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) พบว่าจะประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานเมื่อเทียบกับภาคเอกชนนั้นยังห่างไกลกันอยู่มาก
 
                      “รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างและยังเป็นผลมาจากการแทรกแซงทางการเมืองในอดีต มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย รวมถึงมีเป้าหมายที่มีหลายเป้ามากเกินไปเช่น เชิงสังคม เชิงธุรกิจ ทำให้บทบาทขัดแย้งกันในตัว” นายบรรยง กล่าว
 
                      ด้าน นายวิรไท สันติประภพ กล่าวว่า มีหลายเหตุผลที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งขาดทุนและไม่สามารถแข่งขันได้ โดยมองว่าทุกรัฐวิสาหกิจถือเป็นผู้เล่นสำคัญและมีอำนาจเหนือตลาด หรือบางแห่งทำหน้าที่กำกับดูแลควบคู่ไปกับการให้บริการด้วย ทำให้กลายเป็นตัวฉุดการเติบโตของภาคเอกชน และบางแห่งยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาล หากปล่อยไว้ก็อาจจะทำให้องค์กรประสบปัญหาจนยากแก้ไข ดังนั้นการที่จะหลุดจากวงจรอุบาทว์ได้ คิดว่าควรมีการร่างกฎหมายขึ้นมากำกับดูแลรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องมือช่วยป้องกันการแทรกแซงจากนักการเมืองได้ในอนาคต
 
                      สำหรับแนวทางการพัฒนาองค์กรจะมี 3 รูปแบบ คือ กระจายอำนาจให้กระทรวงต้นสังกัดดูแลและเป็นเจ้าของ การมีหน่วยงานที่ปรึกษาเข้ามาร่วมดูแล และการมีองค์กรรวมศูนย์เป็นเจ้าของที่มีอิสระจากการเมือง แต่ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน โดยมองว่า การมีองค์กรรวมศูนย์เป็นเจ้าของ ในที่นี่จะตั้งเป็นองค์กรใหม่ในรูปบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติน่าจะทำให้การทำงานมีเอกภาพ มีการบูรณาการมากขึ้น แต่การทำงานต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาตามมา
 
                      อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของรัฐวิสาหกิจยังต้องหารายได้ และต้องรับฟังนโยบายจากกระทรวงต้นสังกัด แต่ต่อไปจะต้องเป็นนโยบายแบบรับผิดรับชอบ ถ้าสั่งการให้ดำเนินโครงการที่ขาดทุนก็ต้องมีการจ่ายเงินชดเชยให้เหมือนการบริการเชิงสังคมที่ผ่านมา โดยองค์กรเจ้าของต้องเจรจาต่อรองกับรัฐบาลแทนรัฐวิสาหกิจนั้นๆ
 
                      ทั้งนี้ บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติที่ตั้งขึ้นจะทำให้หน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัท หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะโอนหุ้นให้บรรษัทถือแทนกระทรวงการคลัง ส่วนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะดูแลรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่แปลงสภาพ ไม่ว่าจะการไฟฟ้า การประปา การรถไฟ หรืออื่นๆ แต่ในอนาคตหากบรรษัทบริหารงานได้ดีสามารถโอนรัฐวิสาหกิจเข้ามาได้เพิ่มเติม และบรรษัทดังกล่าวจะไม่มีอำนาจตัดสินใจแปรรูปหรือขายหุ้นของรัฐวิสาหกิจใดๆ โดยการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสากิจ หรือคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่บรรษัทฯ จะทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์มากกว่า
 
                      “ในเรื่องการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจได้มีการกำหนดคุณสมบัติใหม่ เราก็คาดหวังว่า การแต่งตั้งกรรมการในอนาคตจะต้องเป็นมืออาชีพและเหมาะสมกับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ไม่ใช่เป็นตัวแทนที่นักการเมืองส่งเข้ามาเหมือนในอดีต”
 
                      ขณะที่ นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ตัวแทนนักวิชาการ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาหมักหมมมานาน และมีการผูกขาดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและรัฐบาลไม่อยากให้เอกชนเข้ามาทำ จึงต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าอะไรที่รัฐจะทำและอะไรที่จะให้เอกชนเข้ามาทำแทน รวมทั้งอยากตั้งข้อสังเกตในการตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ เพราะแม้จะมีข้อดีอยู่มาก แต่อาจมีข้อเสียหรือมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในอนาคตได้เช่นกัน
 
                      อย่างไรก็ตาม มองว่า การมีบรรษัทฯ จะช่วยให้สามารถแยกประเภทแยกกิจกรรม บทบาทหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจได้ชัดเจนขึ้นและเปิดโอกาสให้มีมืออาชีพเข้ามาทำงาน ทำให้รัฐวิสาหกิจสามารถปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการได้ในอนาคต รวมถึงทำให้การบริหารสินทรัพย์มมูลค่าสูงขึ้นได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระการเข้าไปอุดหนุนของรัฐบาลและลดภาระหนี้ของภาครัฐลง แต่การดำเนินงานของบรรษัทฯ อาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นในอนาคต จุดนี้ใครจะรับผิดชอบ เช่น หากมีการขาดทุนจำนวนมากจะผลักภาระไปให้รัฐบาลหรือให้บรรษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว ตรงนี้อยากให้ทางซูเปอร์บอร์ดพิจารณาด้วย
 
                      “มองว่าเป้าหมายของบรรษัทฯ ไม่ใช่การแสวงหารายได้ แต่ควรมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจมากกว่า และการดึงรัฐวิสาหกิจเข้ามาดูแลควรมีการกำหนดประเภทให้ชัดเจน ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลเดิมต้องมีการปรับปรุงบทบาทหน้าที่หรือไม่ ตรงนี้ต้องมีความชัดเจนด้วย แต่เห็นด้วยว่า การตั้งบรรษัทฯ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถผ่านกับดักปัญหาของรัฐวิสาหกิจไปได้ และจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศกลับไปเติบโตได้เหมือนในอดีต"
 
                      ส่วน นายวิโรจน์ อาลี อีกหนึ่งตัวแทนจากนักวิชาการ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เพราะปัญหาการปฏิรูปในบ้านเรายังมีความสับสน และไม่ชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด ในครั้งนี้อยากให้รัฐบาลมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การกำกับดูแลของบรรษัทฯ ที่ตั้งขึ้นใหม่นั้น อยากให้ระมัดระวังเรื่องการทับซ้อนผลประโยชน์ โดยเฉพาะการตั้งคนเข้าไปนั่งบริหารอาจทำให้สังคมกังขาว่าจะปลอดจากการเมืองจริงหรือไม่
 
                      “เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการทำงานใหม่ให้มีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยการบริหารรัฐวิสาหกิจให้มีผลกำไรที่ดีขึ้นนั้น คงต้องรอว่ารัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนและประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน และอาจทำให้รัฐวิสาหกิจที่ทำงานเชิงสังคมไม่ได้รับความสนใจ รวมถึงผู้ที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจอาจจะได้รับผลกระทบหรือตกงานในอนาคต จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับรัฐวิสาหกิจกลุ่มนี้ด้วย”