
ผู้บริหาร "นสพ.ตำรวจพลเมือง"โต้ข่าวหอบเงินหนีต่างประเทศ
ผู้บริหาร นสพ.ตำรวจพลเมือง แถลงโต้ข่าวหอบเงินหนีนอกประเทศ ชี้แจงพร้อมโชว์หนังสือรับรองยอดเงินฝากธนาคารกองทุนสวัสดิการฯ กว่า 50 ล้านบาท
เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา นายทรัพย์อานันท์ เจริญวัฒนอุดม อายุ 48 ปีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมือง พร้อมผู้บริหารและคณะกรรมกองทุนสวัสดิการสมาชิก ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสื่อนำเสอนข่าวกล่าวหาว่า ตนเองและผู้บริหาร นสพ.ได้ปิดกิจการลงและหอบเงินกองทุนสวัสดิการจำนวนมากของสมาชิก หลบหนีออกต่างประเทศไปแล้วว่า ข่าวที่ออกมาไม่เป็นความจริงเป็นการนำเสนอข่าวที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น
" ข่าวที่ออกมาสร้างความสับสนให้เกิดขึ้น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ผมยังอยู่ตรงนี้ ผมอยู่ในประเทศไทยตลอด ไม่ได้หลบหนีไปไหนเลย และไม่มีความจำเป็นต้องหนี เพราะผมไม่ได้ทำความผิดอะไร ขอยืนยันตรงนี้อีกครั้งว่า นสพ.ตำรวจพลเมืองยังคงอยู่เคียงข้างประชาชน และพร้อมเดินหน้าทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป ไม่ได้ปิดกิจการ หรือปิดบริษัทตามที่การกล่าวหา"นายทรัพย์อานันท์กล่าวและว่า
นายทรัพย์อานันท์ กล่าวอีกว่า ในวันนี้มีทายาทสมาชิกที่เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 30 รายจากทั่วประเทศเดินทางมารับเงินกองทุนสวัสดิการฯด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2 ล้านบาท และขอยืนยัน ยอดเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดของกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อนสมาชิก ยังอยู่ในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา และในวันนี้ได้นำหนังสือรับรองจากธนาคารสาขาที่ฝากเงินมาแสดงยืนยันให้สื่อมวลชนดูด้วย
ทั้งนี้ นายทรัพย์อานันท์ ยังได้ชี้แจงว่า ยอดเงินฝากที่เป็นเงินจากการดำเนินโครงการกองทุนสวัสดิการเพื่อสมาชิกหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมืองช่วง 5 ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือน ก.พ.-มิ.ย.2558 เป็นเงินของสมาชิกทั้งหมด 624 รายจำนวน 50 ล้านบาท หากสื่อมวลชนต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากเอกสารประกอบที่นำมาแสดงนี้ให้สอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ตนเองโดยตรง หรือตรวจสอบข้อมูลข้อเท็้จริงได้จากทายาทสมาชิก นสพ.ตำรวจพลเมือง ที่อยู่ที่นี่ได้เลย
นายทรัพย์อานันท์ ยังยืนยันด้วยว่า วัตถุประสงค์การก่อตั้ง นสพ.ตำรวจพลเมือง อีกครั้งว่า ต้องการเป็นสื่อกลางของประชาชนในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนรอบด้านและพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในฐานะสื่อมวลชนที่ดี รวมถึงการดำเนินโครงการจิตอาสาต่างๆเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ อีกทั้งยังมุ่งมั่นเป็นสื่อกลางประสานความร่วมมือ การช่วยเหลือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการธารน้ำใจจากผู้มีจิตเป็นกุศลต่อไป



