
ใช้ยาแรงปลดใบเหลืองไอยูยูยึดโมเดลฟิลิปปินส์แก้ประมง
ใช้ยาแรงปลดใบเหลืองไอยูยู ยึดโมเดลฟิลิปปินส์แก้ประมง : ทีมข่าวความมั่นคง
แม้เจ้าของเรือประมงจะประกาศหยุดเดินเรือเพื่อขอให้รัฐบาลยืดเวลาผ่อนผันการจับกุมเรือประมงที่ผิดกฎหมายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ตามเกณฑ์ของการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและขาดการควบคุม (ไอยูยู) แต่รัฐบาลโดยศูนย์บัญชาการการแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ก็ยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
แหล่งข่าวระดับสูงใน ศปมผ. ยืนยันว่า เรื่องนี้ ศปมผ.ได้มีการผ่อนปรน และอะลุ้มอล่วยมานานกว่า 2 เดือนแล้ว เพื่อให้มีการแก้ไขสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์ที่เคยโดนใบเหลืองเหมือนกันถือว่าเราผ่อนปรนมาก เพราะกรณีฟิลิปปินส์มีการสั่งห้ามทำประมงนานถึง 3 เดือนจนกระทั่งหลุดพ้นจากใบเหลืองมาได้ในที่สุด
"รัฐบาลได้ให้นโยบายเรื่องนี้ชัดเจน และเราจำเป็นต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมามีเรือที่จดทะเบียนกับกรมประมง 28,000 กว่าลำ จดกับกรมเจ้าท่า 42,000 กว่าลำ ซึ่งจะเห็นว่ายอดแตกต่างกันมาก เรากำลังสำรวจว่ายอดที่ต่างกันหายไปไหนบ้าง โดยฐานข้อมูลเดิมปี 2539 มีเรือผิดกฎหมาย 3,000 กว่าลำ แต่ผ่านมา 20 ปีก็ยังไม่มีการตรวจสอบข้อมูลตรงนี้"
แหล่งข่าวระดับสูงใน ศปมผ. ตั้งเป้าว่า จะมีการลดยอดการทำประมงให้น้อยลงไปอีกประมาณ 40% เพราะการทำประมงที่ผ่านมาทำให้สัตว์น้ำลดน้อยหรือสูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก โดยสถิติการจับสัตว์น้ำในปี 2504 ชาวประมงสามารถจับสัตว์น้ำได้ในอัตราเฉลี่ยชั่วโมงละ 300 กิโลกรัม แต่ในปี 2558 สามารถจับได้เพียงชั่วโมงละ 24 กิโลกรัมเท่านั้น
เขายังแสดงความเป็นห่วงว่า หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ปริมาณของสัตว์น้ำในทะเลไทยจะลดลงเรื่อยๆ และสถิติการจับสัตว์น้ำก็อาจจะกว่า 10 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เพราะสัตว์น้ำโตไม่ทันโดยเฉพาะการใช้อวนลากอวนรุนที่กวาดเอาสัตว์น้ำขนาดเล็กไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้สัตว์น้ำลดปริมาณลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
แหล่งข่าวระดับสูงคนเดิมระบุว่า ขณะนี้ ศปมผ.ได้จัดทำแผนในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้ชาวประมงอาจมองว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ถ้าผ่านไปอีกสัก 5-10 ปีก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของปริมาณสัตว์น้ำที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
"ที่ผ่านมามีการทำผิดกฎหมายกันจนเคยชิน เปรียบไปก็เหมือนคนเผาป่าเพียงเพราะต้องการหาของป่าเท่านั้น ซึ่งเป็นการมองแต่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่ได้มองถึงประโยชน์ของส่วนรวม หากเป็นโทษของไอยูยูจะมีโทษปรับถึง 1 ล้าน จำคุก 1 ปี แต่ถ้าเป็นกฎหมายของเราโทษจะเบาบางลง ส่วนใหญ่เป็นความผิดลหุโทษ เช่น ใบขับขี่เรือ การจดทะเบียนเรือ เป็นต้น"
แหล่งข่าวระดับสูงใน ศปมผ. ระบุว่า ในวันที่ 2 กรกฎาคม นี้ ศปมผ.จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา และยืนยันว่า จะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะหากไม่ทำก็จะไม่พ้นจากใบเหลืองของไอยูยู และจะแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลย
นอกจากนี้ ทาง ศปมผ.ยังสั่งการให้กองทัพเรือ (ทร.) ทำการสแกนพื้นที่ "อ่าวไทย" เพื่อสำรวจดูว่า มีเรือประมงที่ปฏิบัติตามกฎหมายได้แล้วจำนวนเท่าใด โดยที่ผ่านมาได้ใช้เวลาสำรวจไปแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ในฝั่งอ่าวไทยไม่ค่อยมีสัตว์น้ำแล้ว โดยปัจจุบันฝั่งทะเลอันดามันจะมีสัตว์น้ำมากกว่า ซึ่งจะมีการเข้าไปสำรวจข้อมูลในส่วนนี้ด้วย
จับปฏิกิริยาล่าสุดของระดับบนสุดตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไล่มาจนถึงหน่วยปฏิบัติอย่างศปมผ. กองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดล้วนยืนยันในท่าทีที่จะใช้ "ยาแรง" แบบเจ็บ-แต่จบด้วยกันทั้งสิ้น เพราะหากมีการผ่อนปรนดังเช่นที่ผ่านมาคงไม่สามารถหนีพ้น "ใบเหลือง" หรืออาจถึงขั้น "ใบแดง" จากไอยูยูได้
เมื่อเสรีภาพการชุมนุมถูกจำกัด : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น
เดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่ไม่คืบหน้ารวดเร็วอย่างที่คิดมากนัก คาดว่าสุดท้ายคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญน่าจะใช้เต็มเวลาตามที่รัฐบาลขยายให้ใหม่
โดยขณะนี้ยังอยู่ในหมวดสิทธิหน้าที่ของพลเมือง แม้ว่าจะไม่เป็นที่จับตามาก เพราะ เรื่องจะไม่ร้อนแรง เช่นเดียวกับหมวดการเมือง ที่มีเรื่องต้องตัดสินใจและกระทบมากมาย เช่น เรื่องของที่มานายกรัฐมนตรีว่าจะยังยืนยันให้คนนอกเป็นได้หรือไม่ เรื่องระบบเลือกตั้งที่ทำท่าจะปรับสัดส่วนระหว่าง ส.ส.แบ่งเขต และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ให้คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา พร้อมทั้งแขวนระบบโอเพ่นลิสต์ ไว้จนกว่าบ้านเราจะมีการใช้เครื่องลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่มาและอำนาจ ส.ว. ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องร้อนแรง และถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม ในหมวดที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และสิทธิที่ประชาชนจะต้องทำ รวมไปถึงการจำกัดสิทธิต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต
เช่นล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตรา 53 เรื่อง เสรีภาพในการชุมนุม โดยข้อความเดิมระบุว่า...
“พลเมืองย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”
“การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมในที่สาธารณะและเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเงียบหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ความปลอดภัยด้านการสาธารณสุขหรือการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”
โดยได้แก้ไขในวรรคสอง ตัดคำว่า “ในที่” ออก ซึ่งจะทำให้มีความหมายว่า การชุมนุมทุกที่ถือเป็นการชุมนุมสาธารณะ ไม่จำกัดเฉพาะจะต้องชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ หากแต่เป็นพื้นที่เอกชน หรือพื้นที่ส่วนบุคคลก็ถือเป็นการชุมนุมในที่สาธารณะทั้งสิ้น
ทั้งนี้ การแก้ร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งจะทำให้กฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลที่จะเข้าไปควบคุมการชุมนุมสาธารณะในทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ที่ส่วนบุคคลก็ตาม
ซึ่งเรื่องนี้หากมองในมุมของรัฐย่อมเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาปัญหาการชุมนุมถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศเรามาตลอด 10 ปี ดังนั้นจึงต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อเข้าไปควบคุม และหากเป็นการชุมนุมที่มีความเสี่ยง รัฐก็ควรที่จะเข้าไปจำกัดได้ แม้ว่าการชุมนุมนั้นจะจัดในที่ของตัวเองก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่า พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะนี้กระทบกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการชุมนุม เพราะมีข้อจำกัดมากมาย เช่น หากจะจัดชุมนุมต้องไปแจ้งรัฐเพื่อให้อนุญาต และต้องมีการกระทำที่จำกัดพอสมควร ดังนั้นเมื่อแก้ไขเช่นนี้ แม้แต่การชุมนุมในบ้านตัวเองก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐ
เมื่อต้องแจ้งและขออนุญาตอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพได้อย่างไร....?
มีคำกล่าวที่ว่า สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจะสิ้นความหมายทันทีเมื่อมีคำที่ตามมาว่า “เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ”...!!!



