ข่าว

ทำให้ตาย...

ทำให้ตาย...

18 ก.ค. 2552

การสอบสวนและติดตามตัวคนร้ายที่ลอบยิงถล่ม สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น และน่าเชื่อว่า มาถึงวันนี้แล้ว ยากที่จะบิดเบือนข้อมูล หรือหาแพะมาสวม หรือตั้งพยานเท็จมาทำให้คดีเขวไปในทางอื่น

 นั่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะกังวลเท่าใดนัก ถึงแม้ว่าคดีนี้จะไม่ธรรมดา ทั้งคนที่ถูกยิง และวิธีการ-สถานที่ยิง ก็ตาม

 เพราะเรื่องที่ว่านั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วก็น่าจะยากที่จะเกิดกับใครได้อีกในระยะเวลาอันสั้นนี้

 แต่ที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้คนให้ดับดิ้นน่าจะเป็นเรื่องของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี่ต่างหาก

 เพราะจนถึงขณะนี้ น่าเชื่อว่า ยังมีชาวบ้านอีกกว่าครึ่งประเทศที่พยายามรับรู้เพียงแค่ว่า "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" เป็นวิธีการ "กลางๆ " ที่ได้ยินมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว

 หลังจากหวัดมรณะยี่ห้อนี้แพร่ระบาด จนกระทั่งวันนี้ทุกคนมีสิทธิเป็นอย่างเท่าเทียมกันนั้น กระทรวงสาธารณสุขพยายามทำตัวขมีขมันแต่มันก็ยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่า นี่มันมหันตภัยที่คุกคามคนในชาติอย่างแท้จริง

 เห็นหน้านายกรัฐมนตรีเมื่อเกือบสี่ทุ่มคืนก่อนโน้น ที่ช่อง 11 กับทีวีไทย ถ่ายทอดสด ก็ให้อเนจอนาถใจ

 เรื่องราวที่ผู้คนเดือดร้อนกันทั่วบ้านทั่วเมือง จะออกทีวีให้ความรู้เขาที ก็ฝ่าไปออกในเวลาที่คนส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดเขาหลับเขานอนกันหมดแล้ว

 หรือว่าสื่อของรัฐที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด ถูกที่สุด มันควรจะออกในเวลานี้ ที่เหลือก็ไปซื้อเวลา-พื้นที่เอาจากที่อื่นอย่างนั้นหรือ

 "รัฐมนตรีน้องเดียว" ที่ทำหน้าที่นี้ แทนที่จะได้โอกาสแสดงบทบาทอย่างเต็มที่ จัดเวร่ำเวลาให้เหมาะสม ให้คนเมืองคนชนบทได้มีความรู้ ทั้งทีวี ทั้งวิทยุ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จะได้ไม่ตกอกตกใจ จนโรคประสาททำท่าจะมาเยือนก่อนจะเป็นหวัด

 เมื่อไม่มีความรู้ พอได้ยินได้ฟังคนอื่นเขาพูดกันว่า รอวัคซีนๆ ก็ทำกระหยิ่มว่า "ฝากไว้ก่อนเถอะ วัคซีนมาเมื่อไหร่เหอะ"

 ทั้งที่ความจริงแล้ว วัคซีนนั้น มีผลข้างเคียงที่ไม่อาจคาดคำนวณได้ (ยิ่งเป็นการให้แบบตื่นตระหนก) แถมให้เร็วไปก็ไม่ดี แล้วก็ยังต้องดูด้วยว่า ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ควรจะได้รับวัคซีนนี้ก่อน

 ก็อีกแหละ ไม่เคยได้ยินรายละเอียดจากรัฐบาล หรือกระทรวงสาธารณสุข

 ทุกวันนี้ โรงพยาบาลก็เลยอ่วม เพราะต้องรับผู้ป่วย ทั้งที่ป่วยเป็นหวัด และทำท่าว่าจะป่วยทางจิต เพราะวิตกกังวล จนเต็มไปหมด...แน่นอนเชื้อโรคก็คงจะปลิวว่อนจนคุณหมอ คุณพยาบาล ทำท่าว่าจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด (ยกเว้นเจ้าของ รพ.เอกชน)

 เข้าใจอยู่ว่าเรื่องนี้มันเหนื่อย แต่เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว เมื่อเกิดภาวะวิกฤติอย่างนี้ มันต้องสำนึกว่า นี่คือหน้าที่ที่จะต้องให้ความรู้ ให้ความเข้าใจ ไม่อย่างนั้นทำให้ตาย ความมั่นใจมันก็ไม่เกิด !