
อิทธิพลข่มอำนาจรัฐ
เกิดมาเป็นคนไทยยุคนี้ นอกจากต้องเสี่ยงกับสารพัดภัย โจรผู้ร้ายชุกชุม โรคภัยไข้เจ็บคุกคามแล้ว คนดังบางวงการยังต้องโดนไล่ล่าฆ่าโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพล
มียุคไหน คนเป็นนายกรัฐมนตรีถูกรุมล้อมไล่ฆ่ากลางเมือง โดยพวกม็อบอิทธิพลล้นแผ่นดิน ทุกวันนี้ยังเดินลอยนวล หลังจากปลุกระดมมวลชนก่อจลาจลเผาบ้านเผาเมือง มีพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการร้ายชัดๆ
แถมหัวหน้า ตัวการก่อการร้าย หลบหนีไปต่างประเทศ ยังได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ยื้อคดีไม่รู้กี่รอบ ลำพังการแปลเอกสารคำพูดภาษาอังกฤษไม่กี่แผ่น ใช้เวลานานหลายเดือน แบบนี้จะไปทำมาหากินอะไรได้
ยุคนี้คนมีอิทธิพลไล่ฆ่าคนได้ ตำรวจยังไม่ดำเนินคดี ทั้งๆ ที่ภาพถ่าย ข้ออ้างต่างๆ ล้วนแต่ฟังไม่ขึ้น แถมยังมีคำพูดแก้ตัวแบบหน้าด้านๆ ว่าเป็นพวกแอบแฝงปลอมแปลงตัวมา ไม่ใช่เสื้อแดงจริงๆ ภาพวิดีโอฟ้องให้เห็นชัด
ทุกวันนี้เหยื่อของการกระทำแบบโหดยังไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะตัวการและผู้รับบทบาทไล่ฆ่าคนยังใช้ชีวิตตามปกติ ไม่หวั่นต่อกฎหมาย
นอกจากนั้นยังวางแผนสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมืองรอบใหม่!
กลุ่มอิทธิพลอีกประเภทคือคนมีสี เมื่อตำรวจสอบสวนคดีการลอบสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” ระบุว่าผู้ต้องสงสัยมีทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน เป็นกองกำลังผสม มีนายทหารระดับ เสธ. และยศอื่นๆ ร่วมขบวนการมากกว่า 10 คน
ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปกล่าวหา คงถูกมองว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสี แต่นี่เป็นคำแถลงของนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีชื่อเสียงด้านความเป็นมืออาชีพ ตรงไปตรงมา ไม่ยอมค้อมหัวให้อำนาจกดดันจากการเมือง
ถ้าคนดัง ไม่ว่าอยู่ในวงการใด ต้องเสี่ยงต่อการเป็นเหยื่อกระสุน หรือการสังหารโดยวิธีอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แสดงว่าองค์กร กลไกต่างๆ เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมีปัญหาสาหัสแน่
“เสี่ยสนธิ” ถูกระดมยิงกลางเมืองขณะที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ผู้วางแผนและลงมือกระทำถูกมองว่าต้องเป็นผู้มีอิทธิพลและอำนาจ สามารถสั่งการ และสร้างความเชื่อมั่นว่าการฆ่าคนต้องรอดพ้นจากการสอบสวนดำเนินดคี
ถ้า “เสี่ยสนธิ” เสียชีวิต คดีคงปิดไม่ยาก หาแพะสักกลุ่มมาเป็นผู้ต้องหา แล้วทำสำนวนการสอบสวนให้อ่อนไว้ รอให้ไปหลุดในชั้นอื่นๆ
เมื่อเหยื่อไม่ตาย แถมยังมีแรงร้องหาความยุติธรรม จึงมีแรงกดดันให้ภาครัฐมีภาระต้องดำเนินการสอบสวนคลี่คลายคดีให้กระจ่าง เอาตัวผู้ร้ายมาลงโทษให้ได้ ถ้าล้มเหลว แสดงว่ารัฐบาลไม่เอาไหน ตำรวจไม่ได้เรื่อง
แม้กระนั้น ยังมีคนส่วนหนึ่งเชื่อว่าต่อให้ดำเนินคดีอย่างไร ก็สาวไปไม่ถึงตัวการใหญ่ เพราะเป็นผู้มีอิทธิพล และยิ่งอยู่ในกลุ่มคนมีสีด้วยแล้ว ก็ยิ่งเล่นงานยาก เพราะมีระบบการตัดตอน ลูกน้องระดับปลายแถวและสั่งการรับแทน
ตอนนี้ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร คนต้องสงสัย หนีไปแล้ว จะถูกปิดปากเพื่อไม่ให้ตำรวจสอบสวนเข้าถึงตัวการใหญ่หรือไม่
แม้จะไม่ได้ตัวมา หรือคดีปิดลงแบบไม่สวย คนวงในเริ่มรู้เห็นภาพชัดแล้วว่าขบวนการผู้มีอิทธิพลนั้นเป็นใคร โยงใยถึงพวกไหน มีวัตถุประสงค์อย่างไร โดยเฉพาะความทะเยอทะยานในการจัดตั้งกลุ่มพลังการเมืองเรืองอำนาจ
ถ้าผลสุดท้าย คดีปิดไม่ได้ก่อน พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้รับผิดชอบ ต้องเกษียณอายุ ต้องไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลวของนายตำรวจผู้นี้ แต่เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการแสวงความยุติธรรม และเอาตัวผู้ร้ายมาลงโทษ
เพราะคุณธานีบอกว่าในวงการตำรวจ มีหนอนบ่อนไส้ในคดีนี้ คาบข่าวไปบอกผู้มีอิทธิพล ซึ่งได้ข่มขู่คุกคามตำรวจนายอื่นๆ จนฝ่อ ไม่กล้าทำคดีอย่างจริงจัง เพราะกลัวว่าจะไม่ก้าวหน้าทางอาชีพ
ถ้าจะให้เดา คงเป็นพวกคนมีเขียว บิ๊กๆ นั่นแหละไปข่มขู่ตำรวจ เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องถามว่ารัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ อภิสิทธิ์ และรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง “ท่านเทพ” จะมีมาตรการอย่างไรในการคุ้มครองเจ้าพนักงานสอบสวน
หรือจะบอกว่า “ไม่แทรกแซง” ปล่อยให้ทำงานตามยถากรรมอย่างเต็มที่!
ถ้าอย่างนั้นถือเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลที่ปล่อยให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลหลากสีเพ่นพ่าน ข่มขู่ประชาชน หรือแม้แต่ตำรวจ ถือเป็นอำนาจซ้อนรัฐ
อ๊ะ! หรือว่าคนในรัฐบาลก็กลัวคนมีสี โดยเฉพาะกลุ่มอำนาจการเมืองซึ่งกำลังก่อตัว หวังสร้างเครือข่ายเข้ากุมอำนาจรัฐ โดยใช้อิทธิพลและอำนาจมืด
น่าเสียดาย พล.ต.อ.ธานี ไม่บอกว่าพวกหนอนบ่อนไส้เป็นใคร ถ้าเอาตัวการใหญ่มารับโทษไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชี้ชัดเจน หนทางสุดท้ายในวันเกษียณอายุคือการออกสมุดปกขาว ใบปลิว เปิดโปงขบวนการชั่วร้ายก็ได้
ความน่าเชื่ออยู่ที่เนื้อหาและการนำเสนอ ต้องมีคนเชื่อบ้างนิ! อิอิอิ!!!



