ข่าว

ระบบการชำระเงินในยุคดิจิทัล ประตูสู่อนาคตของ อี-คอมเมิร์ซ

ระบบการชำระเงินในยุคดิจิทัล ประตูสู่อนาคตของ อี-คอมเมิร์ซ

01 ก.ค. 2558

ระบบการชำระเงินในยุคดิจิทัล ประตูสู่อนาคตของ อี-คอมเมิร์ซ

 
                    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ “ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” ภายใต้การผลักดันของรัฐบาลปัจจุบัน การค้าขายผ่านออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) ก็เป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีตัวเลขเติบโตขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังเป็นไปอย่างจำกัดภายใต้ความไม่มั่นใจในระบบการชำระเงิน เช่นเดียวกับทั่วโลกที่แม้ว่าจะมีพัฒนาการด้านการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อขายทางโทรศัพท์มือถือ (โมบาย คอมเมิร์ซ) มีบริการชำระเงินแบบใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวก แต่ผู้บริโภคก็ยังลังเล เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย จึงมีการคิดค้นพัฒนาระบบชำระเงินเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว อันจะส่งผลให้การค้าออนไลน์เป็นที่น่าสนใจและเติบโตขึ้นได้อีกมากในอนาคต
 
                    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้วิเคราะห์เรื่อง “ระบบการชำระเงินในยุคดิจิทัล ประตูสู่อนาคตของ อี-คอมเมิร์ซ” ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการต่างๆ ในด้านระบบการชำระเงิน ตลอดจนทางออกของธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องก้าวให้ทันกับยุคดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในระบบการชำระเงิน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่จะต้องเลือกใช้ระบบชำระเงินที่ดีที่สุด เพื่อช่วยในการขยายฐานลูกค้าและเตรียมการเพื่อรองรับนวัตกรรมการชำระเงินทางโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนรูปแบบใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
 
                    รายงานดังกล่าวระบุว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ หรือซื้อขายทางโทรศัพท์ (โมบาย คอมเมิร์ซ) ได้นำไปสู่พัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของระบบการชำระเงิน ทำให้ผู้บริโภคได้ใช้ระบบการชำระเงินแบบใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่า สัดส่วนการชำระเงินผ่านทางเลือกใหม่ๆ เช่น อี-วอลเลท การโอนเงินแบบเรียลไทม์ หรือทางโทรศัพท์มือถือจะเพิ่มขึ้นทั่วโลกจาก 43% ในปี 2012 เป็น 59% ในปี 2017 อัตราการเติบโตดังกล่าวจะสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ให้บริการการชำระเงินหน้าใหม่อีกหลายราย และนอกจากการชำระเงินออนไลน์แล้ว ระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส (contactless payment) ผ่านเครื่องมือสื่อสารเคลื่อนที่ เช่น ระบบ Google Pay และ Apple Wallet ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น
 
                    เมื่อเร็วๆ นี้ ซัมซุงยังได้ร่วมมือกับมาสเตอร์ การ์ด เปิดให้บริการ ซัมซุง เพย์ (Samsung Pay) ที่ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินค่าสินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ขณะอยู่ภายในร้าน และระบบ LoopPay ที่ซัมซุงได้ซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ก่อนหน้านี้ จะช่วยเสริมให้ระบบชำระเงินแบบใหม่สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องอ่านบัตรชนิดแถบแม่เหล็ก แบบเดิมได้อีกด้วย
 
                    ทั้งนี้ แม้จะมีบริการชำระเงินใหม่ๆ มาให้เลือกใช้ แต่ความนิยมของผู้บริโภคก็ยังต่ำกว่าที่ผู้ให้บริการคาดไว้ เนื่องจากไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ผู้ให้บริการจึงคิดค้นระบบเสริมความปลอดภัยรูปแบบต่างๆ ขึ้น เช่น การใช้ข้อมูล biometrics เพื่อระบุและยืนยันตัวตนในระบบ Touch ID ของ Apple Pay และระบบ Smile to Pay ของ AliPay นอกจากนี้ แอปเปิ้ล ยังต่อยอดนวัตกรรมด้านนี้ โดยการใช้ระบบ “Tokenization” ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูงสุดในปัจจุบัน โดยระบบที่ว่าใช้วิธีสุ่มชุดตัวเลขและตัวอักษร หรือที่เรียกว่า token ขึ้น แล้วเข้ารหัสเพื่อส่งไปยังระบบบริการชำระเงินหรือร้านค้าออนไลน์ ที่จะถอดรหัสชุดข้อมูลนั้นเพื่อยืนยันการชำระเงิน แทนการใช้ข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงอย่าง Personal Account Number (PAN) ของบัตรเครดิต
 
                    เมื่อระบบ “Tokenization” ของแอปเปิ้ล เป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมอย่าง Google ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ ด้วยบริการ Android Pay ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยี Tokenization มาใช้เสริมความปลอดภัยแก่การชำระเงินระบบ HCE (Host-Card Emulation) ทำให้ระบบนี้นอกจากจะมีข้อได้เปรียบด้านข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์แล้ว ยังมีความปลอดภัยสูงอีกด้วย
 
                    ในรายงานระบุอีกว่า พัฒนาการของระบบชำระเงินจัดว่ายังอยู่ในขั้นเริ่มแรก มีผู้ให้บริการหน้าใหม่ตลอดจนนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ ระบบ Tokenization นับได้ว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นมาตรฐานหลักด้านความปลอดภัยของการชำระเงินในอนาคต ในยุคที่นวัตกรรมการชำระเงินใหม่ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น ระบบดังกล่าวจะสามารถเข้ามาช่วยปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลของระบบ EMV และ HCE และมีศักยภาพในการเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบชำระเงินทั่วโลก ความพยายามของ Visa และ MasterCard ที่จะผลักดันให้ระบบ HCE สามารถใช้งานบนโทรศัพท์มือถือได้นั้น ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำให้โทรศัพท์มือถือที่รองรับระบบ NFC อยู่แล้วสามารถรองรับระบบ HCE ได้เพียงผ่านการอัพเกรดแอพพลิเคชั่น การที่โทรศัพท์มือถือสามารถใช้งานระบบ HCE ผนวกกับระบบ Tokenization ได้ (ซึ่งทำได้แล้วในกรณีของ Android Pay) จะพลิกโฉมของธุรกิจการชำระเงิน
 
                    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนวัตกรรมการชำระเงินขึ้นอยู่กับการยอมรับในวงกว้างจากผู้บริโภคและร้านค้า ลูกค้าจะตัดสินใจใช้ระบบชำระเงินใหม่ๆ ก็ต่อเมื่อสามารถมั่นใจได้ว่าร้านค้าส่วนใหญ่รองรับระบบนั้น และเช่นเดียวกันร้านค้าเองย่อมเลือกลงทุนติดตั้งระบบใหม่ หากมั่นใจว่ามีลูกค้าใช้ระบบนั้นมากเพียงพอ เพราะการเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่อาจมีต้นทุนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ให้บริการระบบชำระเงินต้องเร่งสร้างการยอมรับทั้งในกลุ่มลูกค้าและร้านค้า และหากบริการใดมีทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยควบคู่กันย่อมจะประสบความสำเร็จได้มากกว่า เมื่อใดที่ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของระบบร้านค้าก็จะสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น จึงนับได้ว่าระบบชำระเงินที่มีมาตรฐานนั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
 
                    ส่วนรูปแบบของบริการใหม่ๆ ที่เราจะได้เห็นในอนาคตนั้น จะเกิดจากการนำเทคโนโลยีในหลายๆ ด้านมาประยุกต์ใช้เข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ร้านค้าและธนาคารอาจนำระบบ Tokenization มาใช้ชำระเงินภายในร้านแบบ contactless และติดตั้งระบบ HCE เพื่อให้สามารถใช้งานกับเครื่องมือ NFC ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์หรือระบบบริการชำระเงินอาจนำระบบ Tokenization ไปใช้เช่นกัน เช่น PayPal และ AliPay อาจใช้ token แทนการใช้อีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์เพื่อเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งหากข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างหมายเลขบัตรเครดิตของลูกค้าที่เดิมร้านค้าเป็นผู้เก็บรักษา จะสามารถถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลของระบบ Tokenization ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่า ก็ย่อมจะทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจในความปลอดภัยของระบบมากยิ่งขึ้น