ข่าว

‘สุรพงษ์’ยื่นป.ป.ช.ปัดข้อหาเยียวยาแดง

‘สุรพงษ์’ยื่นป.ป.ช.ปัดข้อหาเยียวยาแดง

30 มิ.ย. 2558

‘สุรพงษ์’ ยื่นหนังสือ ‘ป.ป.ช.’ ปัดรับทราบข้อกล่าวหาปมจ่ายเงินเยียวยาม็อบเสื้อแดง จี้ถอด ‘ภักดี’ อ้างขาดคุณสมบัตินั่งอนุกรรมการไต่สวนฯ

 
         30 มิ.ย.58 เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผ่านนายสุขสันต์ ประสาระเอ เจ้าพนักงานปราบปรามการทุจริตชำนาญการพิเศษ (ป.ป.ช.) กรณีคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ 442/2556 ซึ่งเป็นคำสั่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนกรณีจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2548-2553 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยท้ายหนังสือดังกล่าวลงลายมือชื่อนายสุรพงษ์ พร้อมด้วย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
 
         นายสุรพงษ์ กล่าวว่า กรณีคณะอนุกรรมการไต่สวนฯแจ้งข้อกล่าวหา และให้ตนและพล.อ.อ.สุกำพล เข้ารับข้อกล่าวหานั้น ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนฯชุดดังกล่าวตั้งขึ้นโดยอาศัยคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ 442/2556 อีกทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีบุคคลที่ไม่ใช่กรรมการ ป.ป.ช.รวมอยู่ด้วย 1 คน คือ นายภักดี โพธิศิริ เนื่องจากเมื่อนายภักดีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช.ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีข้อกำหนดให้ลาออกจากกรรมการบริษัทที่มุ่งแสวงหากำไรภายใน 15 วัน แต่จากหลักฐานการจดทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลับปรากฏว่าวันที่นายภักดีลาออกจากบริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด เกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 1153/1 ระบุว่า กรรมการคนใดจะลาออกจากตำแหน่ง ให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัท โดยการลาออกจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ใบลาออกถึงบริษัท ดังนั้นจึงเท่ากับว่านายภักดีไม่ใช่กรรมการ ป.ป.ช.มาตั้งแต่ต้น
 
         "ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาเรายินดีที่จะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมกับป.ป.ช. แต่ต้องมีกรรมการ ป.ป.ช.ที่ชอบด้วยกฎหมายทุกคน การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีคนที่ไม่ใช่กรรมการรวมอยู่ด้วยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่คณะอนุกรรมการไต่สวนฯส่งหนังสือให้ผมและรัฐมนตรีอื่น ๆ รวม 34 ราย ให้มารับทราบข้อกล่าวหา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอปฏิเสธการรับทราบข้อกล่าวหาจากมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ไม่ชอบนี้ ผมและพล.อ.อ.สุกำพล ขอปฏิเสธที่จะไม่มารับทราบข้อกล่าวหา จนกว่าทางประธานกรรมการป.ป.ช.จะต้องได้ข้อสรุปก่อนว่าคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดดังกล่าวนั้นดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและพิสูจน์ให้คนทั่วไปได้รับรู้ด้วย” นายสุรพงษ์ กล่าว 
 
         ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นกรณีเดียวกันกับวุฒิสภาเคยมีมติไม่ถอดถอนนายภักดีไปแล้วหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นคนละกรณีกัน เพราะเป็นคนละบริษัท ซึ่งกรณีที่วุฒิสภามีมติไม่ถอดถอนคือกรณีของบริษัท ไทยวัฒนา ฟาร์มาซูติคัล เด็กซ์โทรส จำกัด แต่กรณีที่ตนยื่นเป็นอีกบริษัทหนึ่ง
 
 
‘สุรพงษ์’ สงสัย ‘ธนศักดิ์’ เข้าใจผิด โยงเรื่องจำกัดสิทธิเข้ากับค้ามนุษย์
 
 
         30 มิ.ย.58 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จ่อทำหนังสือถึงเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อแสดงความผิดหวังกรณีรายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี 2557 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็อยากฝากถึงพล.อ.ธนศักดิ์ ว่า ที่ทางสหรัฐออกมาพูดเรื่องการจำกัดสิทธิ หรือการละเมิดสิทธินั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี57 หรือที่มีการทำรัฐประหาร ท่านอย่าลืมว่ารัฐบาลของท่านเป็นรัฐบาลที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ มิได้มาด้วยระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯออกมาพูดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศต้องไปแสดงความผิดหวัง นอกจากนี้ ท่านอาจจะกำลังเข้าใจผิด โดยมีการพูดเชื่อมโยงว่าปัญหานั้นเกิดมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ ท่านกำลังเอาเรื่องการค้ามนุษย์มาปน สิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกำลังบอกอยู่นี้คือการจำกัดสิทธิ หากท่านพูดเรื่องการค้ามนุษย์ ใช่ ที่มันเกิดมานานแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องการจำกัดสิทธิที่เขากำลังพูดอยู่นี้ เป็นคนละเรื่องกัน  
 
         นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องเข้าใจสาระเนื้อหาในสิ่งที่เขากำลังพยายามบอก ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ท่านพูดออกไปจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน นอกจากเรื่องนี้ ทางสหรัฐฯเขายังพูดเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเป็นห่วงว่าไม่ได้รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง โดยทางสหรัฐอเมริกาเขาได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ดังนั้น การที่ท่านไปแสดงความผิดหวัง จะกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลนี้เลย ตนจึงขอแนะนำด้วยความเป็นห่วง  
 
         “ที่บอกว่าได้พยายามติดต่อให้ทางสหรัฐฯมาดูแผนการปฏิบัติงาน ฯลฯ มันคนละเรื่องกับเรื่องที่เขาพูดนี้ นั่นมันเรื่องการค้ามนุษย์ อย่าทำให้ประเทศเราต้องอับอายเพราะไปพูดคนละเรื่องกับสิ่งที่เขานำเสนอ สิ่งที่เขาพูดเขาพูดมาจากข้อมูล เขาไม่ได้ได้พูดซี้ซั้ว ยิ่งพูดจากกระทรวงการต่างประเทศด้วยแล้วแปลว่าเขาศึกษา มีข้อมูลมาแล้ว ท่านรัฐมนตรีควรติดตามข่าวด้วยความละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่โบ้ยไปเรื่อย ว่าอะไรๆก็รัฐบาลที่แล้ว นี่เขาหมายถึงเหตุการณ์ปี 57 คือการจำกัดสิทธิทั้งภาคประชาชน สื่อ ฯลฯ” นายสุรพงษ์ กล่าว  
 
         นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศของเราทำงานกับสังคมโลกเขาลำบากอยุ่แล้ว เพราะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยส่วนใหญ่นั้นเขาไม่พูดกับเรา ดังนั้น การที่จะให้ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือไปถึงเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเพื่อแสดงความผิดหวังนั้น ก็อยากให้เห็นใจข้าราชการด้วย