
บทเรียนนี้ราคาแพงนัก
มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 13 คน จาก 28 คนให้ขาดคุณสมบัติในการเป็น ส.ส.เพราะถือครองหุ้นสื่อ และหุ้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ
เป็นข่าวคราวที่ความจริงน่าแปลก เพราะว่า ส.ส.ทั้งหลายน่าจะรู้ว่า นี่คือกฎข้อสำคัญข้อหนึ่ง ที่เป็นกติกาตั้งแต่ต้นว่า คนที่จะมาเป็น ส.ส.นั้น จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ก็แปลกที่มองข้ามประเด็นนี้ไป
ถึงแม้ว่า 1 ใน 13 คน คือ คุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี จะโทษว่ากฎหมายเขียนไม่ชัดเจน แต่ถ้าหากอ่านตัวกฎหมายแล้วก็จะรู้ว่า ไม่ควรจะทำ ในฐานะเป็นนักการเมือง ความจริงถ้าไม่แน่ใจ หรือสงสัยว่าการกระทำใดๆ จะเสี่ยงต่อการที่จะทำผิดกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญก็จะต้องหลีกเลี่ยงการกระทำ
แต่ว่าดูเหมือนว่า ส.ส.จำนวนไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาล หรือฝ่ายค้าน หรือแม้กระทั่ง ส.ว.จะมองข้ามความสำคัญของความเคร่งครัดของการทำตามกฎหมาย
จากนี้ไปก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องส่งเรื่องไปที่ประธานสภา ประธานสภาส่งต่อไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตัดสินขั้นสุดท้าย
ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญยืนยันตามนี้ ก็ต้องถือว่า ส.ส.ประชาธิปัตย์ 13 คนนี้ ซึ่งรวมถึง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ คุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี ซึ่งเป็น ส.ส.ที่ต้องเรียกว่าเก๋ากึ้กมาตลอดนั้น พลาดท่าไปได้อย่างไร จะกระทบถึงเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไป
แต่เป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า ไม่ว่าคุณจะตีความกฎหมายอย่างไร ถ้าหากเจตนาของกฎหมายต้องการที่จะให้คุณไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน คุณต้องหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่ส่อไป หรือว่ามีโอกาสจะถูกตีความว่า มีผลประโยชน์ในฐานะเป็นผู้ที่มีสิทธิมีเสียงในการร่างกฎหมาย ในการกำหนดทิศทางของประเทศชาติแล้ว ตัวเองไปมีหุ้นหรือประโยชน์ในกิจกรรมใดๆ ก็ตามแต่ ที่ทำให้ประชาชนสงสัยคลางแคลงได้ว่า คุณอาจจะไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างถูกต้องอย่างเป็นกลางและอย่างเคารพในผลประโยชน์ของประชาชน
ต้องแยกให้ออกผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของประชาชนนั้นเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง มิอาจจะนำมาทับทาบกันได้เป็นอันขาด
สุทธิชัย หยุ่น



