ข่าว

งานเย็บ‘ฟิงเกอร์ มาร์ค’แฮนด์เมดไทยโดนใจต่างชาติ

งานเย็บ‘ฟิงเกอร์ มาร์ค’แฮนด์เมดไทยโดนใจต่างชาติ

30 มิ.ย. 2558

งานเย็บ‘ฟิงเกอร์ มาร์ค’ แฮนด์เมดไทยโดนใจต่างชาติ : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยปทุม กลิ่นหอม : เรื่อง ชาลินี ถิระศุภะ : ภาพ

               สาวกสไตล์วินเทจ ถ้าเดินผ่านสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าต้องมีหลายคนเหลียวหลังกลับไปดู

               ด้วยรูปทรงและลวดลายที่เลียนแบบของเก่า อาทิ กล้องโบราณ, วิทยุทรานซิสเตอร์, โทรศัพท์บ้านรุ่นหมุนตัวเลข, รถแวน และเกมบอย เป็นต้น แถมมีทั้งสีคลาสสิกและฉูดฉาดเตะตาโดนใจให้เลือก ที่สำคัญ เป็นงานแฮนด์เมด หรืองานที่ทำด้วยมือ ซึ่งผู้คนสมัยนี้ โดยเฉพาะชาวต่างชาติค่อนข้างให้ความนิยม และทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือ กระเป๋าสไตล์วินเทจ ของ "ฟิงเกอร์ มาร์ค" (Finger Mark)

               ก่อนเข้าเรื่องราวของกระเป๋าที่ว่า ขอย้อนกลับไปอธิบายถึง วินเทจ (Vintage) กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ คือ ของเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และทางจิตใจ มีอายุย้อนไปจากปัจจุบันมากกว่า 20 ปี โดยได้เลียนแบบมาใช้ในปัจจุบันในการออกแบบทุกแขนง รวมถึงเครื่องแต่งกายลักษณะที่ดูเก่าหรือย้อนยุค

               สำหรับกระเป๋าสไตล์วินเทจของ "ฟิงเกอร์ มาร์ค" มีที่มาที่ไปน่าสนใจ ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของ 2 บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรังสิต "มาร์ท" กิตติพงศ์ ภู่พันธ์ หนุ่มคณะสถาปัตยกรรม ที่ชื่นชอบการสะสมของเก่าเป็นทุนเดิม และ "ฝน" ชญานี นาคกล่อม สาวคณะคอมพิวเตอร์ สาขาศิลปะและการออกแบบ ที่หลงใหลงานแฮนด์เมดและชอบทำเป็นของขวัญแจกเพื่อนๆ โดยหลังจากเรียนจบทั้งคู่ได้ทำงานตามสายงานที่เรียนกันมา แต่ด้วยความรู้และความสามารถที่มี บวกกับความชอบส่วนตัว จุดประกายให้เขาและเธออยากลองทำกระเป๋าขาย หลังจากลองทำใช้เอง ซึ่งเป็นทรงกล้องโบราณ แล้วได้รับความสนใจจากผู้ที่พบเห็น

               กิตติพงศ์ ลงมือออกแบบ เลือกสรรวัตถุดิบ วัสดุและอุปกรณ์ ส่วนชญานีก็ช่วยเลือกด้วย พร้อมรับหน้าที่ตัดเย็บและตกแต่งจนเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นช่วยกันตั้งชื่อแบรนด์สินค้า โดยลงเอยที่ "Finger Mark" เป็นรอยนิ้วมือ 2 รอย ประกอบกันเป็นรูปหัวใจ เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึง รอยนิ้วมือที่เกิดจากการทำงานแฮนด์เมดทุกชิ้นด้วยหัวใจ

               ต่อมาได้นำไปวางขายครั้งแรกช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ที่จตุจักรกลางคืน "เจเจ ไนท์ มาร์เก็ต" ซึ่งเปรียบเป็นสวรรค์ของนักช็อปยามราตรี โดยที่หนุ่ม-สาววัย 27 ปีเท่ากันคู่นี้ ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แค่เพียงต้องการลองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิต เอาไปวางขายประมาณ 20 ใบ ซึ่งเต็มโต๊ะขนาดเล็ก แต่ปรากฏว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินความคาดหมาย จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เดินหน้าต่อและลงมือทำกระเป๋าในรูปแบบของเก่าๆ อีกหลายแบบออกมาขาย ควบคู่ไปกับงานประจำ ก่อนจะลาออกแล้วทุ่มเทให้ "ฟิงเกอร์ มาร์ค" อย่างเต็มที่

               "เราเริ่มทำช่วงปลายปี 2556 ตอนแรกลองทำไปขายเล่นๆ ก่อน แต่ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก จึงต่อยอดและทำจริงจัง เพราะมีลูกค้าให้ความสนใจเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ขายอยู่ในจตุจักรกลางคืนได้ประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มมองหากลุ่มลูกค้าเพิ่ม โดยไปเปิดหน้าร้านอยู่ในโครงการของตลาดนัดสวนจตุจักรได้สักพัก ก่อนเปลี่ยนไปออกงานอีเวนท์ต่างๆ เพื่อเข้าหากลุ่มลูกค้ามากขึ้น เช่น ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และอีกหลายแห่ง ผลตอบรับก็ดีต่อเนื่อง ผ่านมาถึงวันนี้ ทำมาเกือบๆ 3 ปีแล้วค่ะ" ชญานี เล่า

               นอกจากลูกค้าในประเทศแล้ว ยังมีลูกค้าจากต่างประเทศด้วย โดยเริ่มจากชาวต่างชาติที่มาเดินเล่นในจตุจักร จากที่ซื้อคนละใบสองใบ ก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวน จนกระทั่งมีมาสั่งเป็นลอตใหญ่ ครั้งละประมาณ 70-100 ใบ ทำให้ กิตติพงศ์ และ ชญานี ยิ่งมีแรงทำงานและตัดสินใจเพิ่มช่องทางการจำหน่าย โดยมุ่งไปที่ตลาดออนไลน์ ซึ่งเปิดเข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊ก www.facebook.com/fingermarkfm, อินสตาแกรม finger_mark, อีเมล [email protected] และ LINE ID ซึ่งมี 2 ไลน์ คือ fhonchayanee กับ martsu0779 ทำให้ปัจจุบันมีลูกค้าทั้งจาก ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจากยุโรปอีกจำนวนหนึ่ง

               ภายในร้านมีหลายแบบให้เลือก อาทิ กระเป๋าผ้าสักหลาดทรงกล้องวินเทจ, กระเป๋าผ้าสักหลาดทรงเกมบอย, กระเป๋าผ้าสักหลาดทรงกิ้งก่า, กระเป๋าหนังวัวแท้รูปทรงแปลกใหม่สไตล์วินเทจ เช่น ทรงกล้องโบราณ, ทรงวิทยุโบราณ, ทรงโทรศัพท์โบราณ รวมถึงตุ๊กตาหมีผ้าสักหลาดขยับแขนขาได้ และพวงกุญแจผ้าสักหลาดกล้องจิ๋ว เป็นต้น โดยกระเป๋ามีไซส์ เอ็ม และ แอล ราคาจะแตกต่างกันไป เริ่มต้นที่ประมาณ 380-460 บาท เช่นเดียวกับกระเป๋าหนัง ซึ่งต้นทุนค่อนข้างสูง ราคาเริ่มต้น 1,400-3,500 บาท

               "กระเป๋าที่ขายดีที่สุดคือ ทรงกล้องวินเทจ มีหลายสีให้เลือกค่ะ" ชญานี สาวชาวกรุงเทพฯ เผยถึงทรงกระเป๋าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และยังกล่าวอีกว่า นอกจากผลิตกระเป๋าแล้ว ยังรับผลิตงานตามสั่ง ซึ่งเป็นงานที่ร้านสามารถทำได้ เช่น พวงกุญแจกล้องขนาดจิ๋ว ซึ่งมีลูกค้าสั่งไซส์พิเศษเข้ามาแล้ว

               จากเรื่องราวผ่านการบอกเล่าของ "ฝน" ทำให้ต้องยอมรับว่า "ฟิงเกอร์ มาร์ค" ของเขาและเธอ ออกสตาร์ทได้สวยงามและยังเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจัดว่าเป็นการทำธุรกิจขนาดเล็กที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ผลิตสินค้าออกมาขายแล้วได้รับการตอบรับที่ดีเพียงในเวลาไม่กี่เดือน

               วิธีการทำงานและกลยุทธ์ในการขาย จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

               เหตุผลที่ทำให้สินค้าของหนุ่มสาวคู่นี้ได้รับการตอบรับที่ดี ไม่ได้มาจากรูปโฉมของกระเป๋าที่เตะตาต้องใจยามเมื่อแรกเห็นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนมาจากการผลิตงานที่มีคุณภาพ

               "เราใส่ใจตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ วัสดุและอุปกรณ์ เรื่องคุณภาพต้องมาก่อน สำหรับหนังจะใช้หนังนอกและใช้หนังวัวแท้ มาร์ทจะเป็นคนเลือก ส่วนผ้าสักหลาดก็สั่งนำเข้ามา เราทั้งสองคนได้ไปเรียนทำกระเป๋าหนังมาด้วย ลองขึ้นแบบและลงมือทำด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้งานที่หลากหลาย โดยช่วงแรกๆ ที่ขาย ฝนและมาร์ทจะช่วยกันเย็บ แต่ตอนนี้ด้วยจำนวนยอดสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีทีมช่วยผลิต และฝนจะทำหน้าที่เก็บรายละเอียด ดูความเรียบร้อยในขั้นตอนสุดท้าย" สาวฝนกล่าว

               ด้านกลยุทธ์ในการขาย ซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ ทาง "ฟิงเกอร์ มาร์ค" จะเน้นการผลิตสินค้าที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า จึงมีการพัฒนาและปรับปรุงกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านมาจวบจนถึงทุกวันนี้

               "ช่วงแรกๆ จะดูก่อนว่าลูกค้าต้องการอะไร จากนั้นจะนำมาพัฒนาโปรดักท์ เช่น ช่วงแรกใช้ผ้าสักหลาดธรรมดาทำกระเป๋า ซึ่งอาจบางเกินไป แต่ต่อมาได้พัฒนาใช้เป็นผ้าสักหลาดที่มีการเคลือบพิเศษ ไม่บางเกินไป โดนน้ำเจอฝนได้ ไม่ต้องกลัวเปียกมาก ซึ่งกันน้ำได้ดีระดับหนึ่ง ใช้กระดุมแม่เหล็กเปิด-ปิด ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน นอกจากนี้กระเป๋ายังมีหลายสีและหลายไซส์ให้เลือก เราต้องการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า จึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา งานแฮนด์เมดฝีมือคนไทยต้องมีคุณภาพ" บัณฑิตจาก ม.รังสิต กล่าว

               นอกจากนี้แนวทางในการขายสินค้าที่เข้ากับยุคสมัยและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน ที่ตลาดการแข่งขันค่อนข้างร้อนระอุ เพราะปัจจุบันนี้มีให้เลือกหลายยี่ห้อหลายขนาด ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ "มาร์ท" กับ "ฝน" เลือกเป็นแนวทางในการทำงาน

               "ตอนแรกทำไซส์ เอ็ม ขายอย่างเดียว ซึ่งเหมาะกับการพกพาโทรศัพท์มือถือขนาดที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้น แต่ความชอบเรื่องขนาดโทรศัพท์มือถือมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย จึงตัดสินใจทำไซส์ แอล เพิ่ม ปรากฏว่าไซส์นี้ขายดี เพราะโทรศัทพ์มือถือสมัยนี้่ค่อนข้างใหญ่ ลูกค้าจะเลือกทรงกล้องโบราณ และเกมบอยไปใส่มากที่สุด" เจ้าของกระเป๋าสไตล์วินเทจ กล่าว

               ขณะที่เรื่องอนาคต... "มาร์ท" กับ "ฝน" ยอมรับว่า ไม่ค่อยถนัดเรื่องการตลาด แต่จะพยายามหาช่องทางนำงานแฮนด์เมดของคนไทยไปตีตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นให้ได้

               "เรามีแผนจะให้ลูกค้าชาวฮ่องกงที่สนิทกัน นำสินค้าไปออกบูธที่ฮ่องกง และเน้นไปที่ตลาดออนไลน์ เพื่อเข้าหากลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติให้มากขึ้น รวมถึงวาดฝันอยากจะทำเวิร์กช็อปสอนคนทำกระเป๋าแบบเดียวกันด้วย" ชญานี กล่าวทิ้งท้าย

               นี่คืออีกหนึ่งงานของคนไทยที่น่าภาคภูมิใจ โดย "มาร์ท" กิตติพงศ์ ภู่พันธ์ และ "ฝน" ชญานี นาคกล่อม ที่ทำงานด้วยความรัก หลังจากเขาและเธอกล้าคิด กล้าลอง และกล้าทำ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นเส้นทางที่นำพา "ฟิงเกอร์ มาร์ค" งานแฮนด์เมด "เมด อิน ไทยแลนด์" ก้าวสู่ถนนอินเตอร์ 

เคล็ดลับการทำงาน

               หัวใจหลักของการทำงานให้ประสบความสำเร็จ มาจากความชอบและลงมือทำงานด้วยความรัก ซึ่ง "มาร์ท" กิตติพงศ์ ภู่พันธ์ หนึ่งในเจ้าของกระเป๋าสไตล์วินเทจ "ฟิงเกอร์ มาร์ค" บอกอย่างตั้งใจ

               "งานศิลปะทุกแขนงเกิดจากความชอบ เมื่อเราทำงานด้วยความชอบแล้วงานจะออกมาดี ที่สำคัญการจะทำอะไรนั้น ก็ต้องมีความกล้า กล้าที่จะคิดและสร้างสรรค์ออกมา อย่าไปกลัวทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำ ถ้าทำออกมาแล้วพบข้อผิดพลาดก็แก้ไขและพัฒนากันต่อไป เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ ฟิงเกอร์ มาร์ค ทำมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้"