ข่าว

'สีรุ้ง'กับการ'สมรส'

'สีรุ้ง'กับการ'สมรส'

30 มิ.ย. 2558

'สีรุ้ง'กับการ'สมรส' : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญสำนักข่าวเนชั่น

               ช่วงสองสามวันนี้ใครที่เล่นเฟซบุ๊กจะเห็นกระแสหนึ่งเกิดขึ้นนั่นคือหลายคนเปลี่ยนรูปประจำตัวเป็น "สีรุ้ง" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความยินดีกับการที่ศาลสูงสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสมรสกันได้ในทุกรัฐ

               การตัดสินดังกล่าวของศาลสูงสหรัฐ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของการมีเสรีภาพในการสมรสของคนทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะเพียง “หญิง-ชาย” เท่านั้น หากแต่รวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้ธงสีรุ้งและอักษร 4 ตัว เป็นสัญลักษณ์ คือ LGBT (L = Lesbian, G = Gay, B = Bisexual, T = Transgender)

               โดยเรื่องเกี่ยวกับเพศที่แตกต่างกันนี้ "กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ" ฉบับนี้ก็ให้ความใส่ใจ แม้ว่าโดยหลัก ตามมาตรา 34 จะให้การรับรองเพศหลักสองเพศในสิทธิเสรีภาพคือ “ชาย-หญิง” โดยระบุว่า “ชายและหญิงมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน”

               อย่างไรก็ตาม ในวรรคต่อมา ได้บัญญัติเพิ่มเติมคำว่า “เพศสภาพ” เข้าไป โดยระบุว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ เพศสภาพ อายุ ความพิการ สภาพทางกาย สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้”

               ซึ่งเรื่องนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นจุดเด่นและเป็นจุดขายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

               แต่ล่าสุด ได้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี โดยแต่เดิม มาตรา 38 ระบุว่า “สิทธิของบุคคลในการสมรสและในครอบครัวย่อมได้รับความคุ้มครอง” แต่ตามร่างล่าสุดได้ตัดคำว่า “ในการสมรส” ทิ้งไป โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อกันความเข้าใจผิด ความขัดแย้งเกี่ยวกับความเข้าใจในสิทธิในการสมรสในเพศเดียวกัน เหมือนกับที่ต่างประเทศมีกฎหมายให้สิทธิดังกล่าว แต่ในสังคม วัฒนธรรมและประเพณีไทยยังไม่เป็นเหมือนกับต่างประเทศ”

               เท่ากับว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้จะห้ามเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจาก “เพศสภาพ” แต่ก็ยังไม่ได้เปิดเสรีขนาดที่จะให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ 

               ที่ต้องยอมรับ คือนับวันคนกลุ่มนี้จะเปิดเผยตัวมากขึ้น พวกเขาไม่ใช่พวกที่เพิ่งมีหรือเพิ่งเกิดมา ความจริงคือพวกเขาเกิดและมีมานานแล้วในทุกสังคม เพียงแต่สภาพและสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้พวกเขาเปิดเผยตัวได้มากขึ้น

               ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้มักถูกมองอยู่ในอีกสถานะ รวมถึงทางกฎหมายเอง เมื่อไม่ได้ให้การรับรองทำให้สถานะของพวกเขาในบางส่วนจึงคล้ายกับคนชั้นสองของสังคม ต่อมาเมื่อสังคมพัฒนาขึ้นความยอมรับในตัวคนเหล่านี้มีมากขึ้น แต่ตัวบทกฎหมายเดิมๆ นั้นกลับยังก้าวไม่ทันโลกที่ก้าวหน้าในทุกๆ วัน

               การปรับแก้หรือรับรองสิทธิในทางกฎหมาย จึงเป็นสิ่งจำเป็น หากมองเป็น “คน” โดยทัดเทียม ซึ่งกรรมาธิการฯ ก็ได้พยายามแล้ว

               ที่เหลือก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม หรือต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาได้สิทธิเสมอกันอย่างสมบูรณ์แบบ