ข่าว

ชะตากรรมแกนนำพันธมิตรฯ...สู่ล้มละลาย?

ชะตากรรมแกนนำพันธมิตรฯ...สู่ล้มละลาย?

30 มิ.ย. 2558

ชะตากรรมแกนนำพันธมิตรฯ...สู่ล้มละลาย ? : โอภาส บุญล้อมรายงาน

               หลังจากมีการเผยแพร่เอกสารสำคัญคดีถึงที่สุด คดีหมายเลขแดง 1117-1118/2558 ทางโซเชียลเน็ตเวิร์กในช่วงที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นของศาลแพ่ง ที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 13 อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, สนธิ ลิ้มทองกุล, พิภพ ธงไชย, สุริยะใส กตะศิลา, สมศักดิ์ โกศัยสุข, ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, อมร อมรรัตนานนท์, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง, สำราญ รอดเพชร, ศิริชัย ไม้งาม, มาลีรัตน์ แก้วก่า และเทิดภูมิ ใจดี จำเลยที่ 1-13 คดีได้ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558

               ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรณีแกนนำพันธมิตรฯ พาผู้ชุมนุมปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองเพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้ง 13 ราย ชดใช้เงินรวม 522,160,947.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย ในฐานะโจทก์

               ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน “สุริยะใส กตะศิลา” อดีตแกนนำพันธมิตรฯ และหนึ่งในจำเลยคดีดังกล่าว ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ยอมรับว่า เอกสารดังกล่าวจากการตรวจสอบแล้วเป็นของจริง ส่วนสาเหตุที่คดีสิ้นสุดลงเนื่องจากทางจำเลยไม่ได้ยื่นขอขยายเวลาในการยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาภายในเวลาที่กำหนด 

               สำหรับคดีนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ให้จำเลยทั้ง 13 คน ร่วมกันชดใช้เงิน 522.16 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ  7.5 ต่อปี โดยศาลพิจารณาว่า การชุมนุมที่จะได้รับความคุ้มครอง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 หมายถึง การชุมนุมที่เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง แต่การชุมนุมของพวกจำเลย ไม่ได้เป็นไปตามหลักการดังกล่าวและยังส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประโยชน์สาธารณะ ละเมิดสิทธิและเสรีภาพการประกอบอาชีพและการคมนาคมของประชาชน

               การชุมนุมจะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี การชุมนุมจะต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งความสมดุลกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่ใช่สิทธิเด็ดขาดที่จำเลยทั้ง 13 คน ที่เป็นผู้จัดการชุมนุมหรือผู้เข้าร่วมชุมนุม จะสามารถกระทำการใดๆ ก็ได้ โดยไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือข้อบังคับใดๆ ทั้งสิ้น และการปิดสนามบินยังก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหมู่ผู้โดยสาร และผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์ ส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรง จึงเป็นวัตถุประสงค์ให้เกิดความไม่สงบภายในบ้านเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธแล้ว ยังเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพการชุมนุมที่เกินสัดส่วน

               ต่อมาศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในวันที่ 27 มีนาคม 2558

               ก่อนหน้านี้ น.ส.มาลีรัตน์ แก้วก่า หนึ่งในอดีตแกนนำพันธมิตรฯ และเป็นหนึ่งในจำเลยคดีนี้ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ฉันอาจถูกศาลสั่งล้มละลาย ยอมรับว่าตัวเองแทบช็อกเมื่อทราบว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และคณะ 13 คนรวมดิฉันด้วย ต้องชดใช้เงินจำนวน 600 ล้าน (น่าจะเป็นจำนวนเงินต้นบวกดอกเบี้ย) แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กรณีชุมนุมที่ชานชาลา ลานจอดรถสนามบินดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นวิกฤติชีวิตครั้งใหญ่ของดิฉันและอีกหลายคนแน่นอน...

               หลังจากเราเลิกชุมนุมในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 คดี ทอท.ฟ้องแพ่งแกนนำและคณะ 13 คน ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง 25 มีนาคม 2554 ศาลชั้นต้นสั่งให้ชดใช้เงิน 522 ล้าน ทนายสุวัตรและทีมสู้อย่างเด็ดเดี่ยว ขออุทธรณ์แบบอนาถา (เพื่อไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล) เพราะแต่ละคนไม่มีงานประจำ ศาลอนุญาตเพียง 1 ใน 3 ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาให้ชดใช้เงินจำนวน 600 ล้าน จึงทำให้ทั้ง 13 คน เดินเข้าใกล้เส้นทางเป็นบุคคลล้มละลายเข้าไปทุกขณะ”

               นอกจากนี้ น.ส.มาลีรัตน์ ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้ง ใจความว่า "ใครประสงค์จะสมทบเงินค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งต้องใช้เงินถึง 7 ล้านบาทในการสู้คดีชั้นฎีกา สามารถโอนเข้าบัญชี มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อพันธมิตรสู้คดี หรืออาจช่วยซื้อสินค้า จำพวก ชา กาแฟ ช็อกโกแลต หรือเห็ด" และต่อมา นายสุริยะใส ได้โพสต์ข้อความว่า เงินบริจาคสู้คดียอดล่าสุด 7 ล้านบาทแล้ว

               แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากเป็นไปตามที่นายสุริยะใส ได้โพสต์ข้อความข้างต้นว่าคดีได้สิ้่นสุดลงแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในกรณีคดีถึงที่สุด สิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมากับจำเลยในทางกฎหมาย จะมีอะไรบ้างนั้น คงต้องให้ผู้อยู่ในแวดวงกระบวนการยุติธรรมมาชี้แจง  

               “เจษฎา อนุจารี” ผอ.สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความ อธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนทางคดีว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย ซึ่งเป็นโจทก์หากต้องการบังคับคดีตามคำพิพากษา ก็สามารถยื่นขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับคำบังคับคดี แต่หากเป็นกรณีปิดหมายก็ต้องบวกเพิ่มเวลาไปอีก 15 วัน ดังนั้นหากจำเลยไม่ชดใช้เงินตามคำพิพากษาภายในกำหนดคือ 30 วัน หรือ 45 วันแล้วแต่กรณี โจทก์ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดีกับจำเลยได้ และเมื่อศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ทางเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะทำการยึดทรัพย์จำเลย เพื่อนำออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

               เนื่องจากคดีนี้ จำเลยต้องรับผิดชอบร่วมกันในหนี้จำนวนกว่า 522 ล้านบาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงสามารถเลือกยึดทรัพย์เอากับจำเลยที่เป็นเป้าหมายเนื่องจากเห็นว่าเป็นคนมีฐานะให้ชดใช้เงินเต็มจำนวนได้ เช่นจากคนคนเดียวหรือสองคน หรือจะยึดทรัพย์ทั้ง 13 คนก็ได้ และตราบใดที่ยังยึดทรัพย์สินได้ไม่ครบตามจำนวนหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็สามารถติดตามยึดทรัพย์จำเลยที่มีขึ้นภายในระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่มีการออกหมายบังคับคดีได้

               หากบรรดาจำเลยไม่มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้้ตามคำพิพากษาได้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย ก็สามารถยื่นฟ้องจำเลยในคดีนี้ต่อศาลล้มละลายเป็นคดีล้มละลายตามมาได้ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ และหากศาลเห็นว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวจริงก็จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลย เพื่อให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย และเจ้าหนี้อื่นของจำเลยถ้าหากมี ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  

               จากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ก็จะเรียกประชุมเจ้าหนี้ เพื่อตกลงกันว่าใครจะได้รับชำระหนี้ก่อนหลัง ซึ่งตามกฎหมายก็จะจัดลำดับชั้นของหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนหลัง ขณะเดียวกันลูกหนี้ก็ต้องยื่นคำขอประนอมหนี้เข้ามา โดยปกติก็ขอชำระหนี้แค่จำนวนหนึ่งไม่ครบเต็มตามจำนวนเงินที่ศาลพิพากษาให้ชดใช้ หากเจ้าหนี้ยอม ตกลงกันได้ ลูกหนี้ก็จะไม่ถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่หากลูกหนี้ไม่ยื่นคำขอประนอมหนี้เข้ามา หรือยื่นคำขอประนอมหนี้เข้ามาแต่ตกลงกันไม่ได้ ศาลก็จะพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่จำเลยก็ยังยื่นขอประนอมหนี้หลังศาลพิพากษาล้มละลายได้อีก แต่หากตกลงกันไม่ได้ก็จะยึดทรัพย์จำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ และผลจากการเป็นบุคคลล้มละลาย ทำให้ไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ ได้ และดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่ได้

               เจษฎา กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อพ้นระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษา กฎหมายให้ปลดบุคคลดังกล่าวจากการเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ถ้าบุคคลนั้นเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต คือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ กฎหมายให้ขยายระยะเวลาเป็น 10 ปี จึงจะพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อถูกปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายก็สามารถทำนิติกรรมต่างๆ ได้เหมือนเดิมและหนี้ตามคำพิพากษาก็ให้ถือว่าหมดสิ้นไป

               ดังนั้น หากดูจากการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของ “สุริยะใส” ที่ว่า ขณะนี้ทีมทนายกำลังระดมความคิดเห็นและพบช่องทางตามกฎหมายในเบื้องต้น และคาดว่า 2-3 วันจะได้ข้อสรุปและจะแถลงต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

               หากเป็นเช่นนั้น ก็ยังพอเห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” อยู่บ้าง สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นจำเลยในคดี ที่อาจไม่ต้องประสบชะตากรรมถูกบังคับคดียึดทรัพย์และไม่ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลาย ต้องรอดูกันต่อไปว่าทางออกที่ทนายความพบเจอนั้นคืออะไร...อีกไม่นานก็จะได้รู้กัน