ข่าว

อำนาจทำให้เสื่อม

อำนาจทำให้เสื่อม

30 มิ.ย. 2558

อำนาจทำให้เสื่อม : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

               ความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรี และนักข่าว ตลอดห้วงเวลาแห่งอำนาจที่ผ่านมา เรียกว่า “ความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติ”

               เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย เมื่อข้าราชการคนหนึ่งต้องตกกระไดพลอยอำนาจ มาอยู่ในสภาพที่ไม่คุ้นชินกับบทบาทสาธารณะ คล้ายยืนอยู่บนภูเขาสูง ต้องลม ต้องแดด ต้องพายุตลอดเวลา แต่นี่ก็เป็นวิถีปกติของชีวิตเช่นนี้ ไม่ว่าจะพึงพอใจหรือไม่ก็ตาม

               กับนักข่าวก็เหมือนเป็นเด็กเมื่อวานซืน ถูกดุ ถูกเอ็ดตะโร ถูกกล่าวหาตลอดเวลา ยามใดที่อารมณ์ดีก็หยอกเอินกัน เหมือนไม่เคยบาดหมางมาก่อน

               วันไหนที่ลืมว่าหัวโขนที่ตัวเองสวมใส่อยู่นี้ คือผู้นำประเทศที่ต้องหนักแน่น อดทน ให้คนเขานับถือ ยำเกรง ก็ปล่อยอาการน่าเวทนาออกมาให้เห็นกันทั่วประเทศ โดยที่ไม่มีใครกล้าตักเตือน หรือพูดความจริง

               ไม่อาจปฏิเสธว่า สังคมนี้ให้ค่านักข่าวน้อยมาก เพราะมายาคติที่ว่านักข่าวขาดความรับผิดชอบ นักข่าวสร้างและสั่งสมความเกลียดชังให้แก่สังคม จนกระทั่งเกิดความคิดจะใช้กฎหมายมาจัดการนักข่าวที่ละเมิดจริยธรรม หลายความคิดใน สปช.ก่อนหน้านี้ เลยเถิดไปจนถึงขั้นจะให้มีการออกใบอนุญาต

               ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งที่องค์กรสื่อออกแถลงการณ์ หรือมีท่าทีโต้ตอบข้อกล่าวหาของนายกรัฐมนตรี ท่าทีเหล่านั้นโดดเดี่ยวจากสังคมอย่างยิ่ง หลายครั้งถูกตีความว่า สื่อเรียกร้องแต่เสรีภาพของตัวเอง สื่อทำเพื่อตัวเอง แต่ไม่เคยคิดถึงสังคม ไม่เคยทบทวนบทบาทของตัวเองว่ามีส่วนในการสร้างความร้าวฉานให้แก่สังคมมากเพียงใด

               ถึงแม้ว่าจะมีเหตุผลส่วนตัว ที่ต้องอธิบาย ต้องตอบโต้ทุกครั้งที่มีผู้กล่าวหาว่า องค์กรสื่อไร้ประสิทธิภาพในการกำกับ ดูแลกันเอง รวมทั้งข้อหาการใช้เสรีภาพโดยปราศจากความรับผิดชอบ แต่ก็ต้องยอมรับและเข้าใจว่า เวลาที่คนมองและวิพากษ์วิจารณ์สื่อเช่นนั้น เขามองในภาพใหญ่ โดยไม่ได้มีความรู้เรื่องบริบทในการเกิดขึ้นขององค์กรสื่อที่มีหน้าที่กำกับ ดูแลเรื่องจริยธรรม

               รวมทั้งมิได้จำแนกประเภท ธรรมชาติ และความคาดหวังของสังคมที่มีต่อสื่อแต่ละประเภท ซึ่งมีหลักคิด ปรัชญา จนกระทั่งวิธีทำมาหากิน ที่คิดถึงแต่รายได้ มากกว่าความรับผิดชอบ ร้ายไปกว่านั้นก็คือ จะรับผิดชอบไปเพื่อเหตุใด หากหนังสือพิมพ์ขายไม่ได้ ทีวีไม่มีคนดู

               มองในมุมนี้ ก็ต้องกล่าวหาผู้บริโภคข่าวสารส่วนหนึ่งด้วยว่า ถ้าไม่ทำให้คนทำสื่อที่ไม่มีความรับผิดชอบเหล่านั้นสำคัญผิดว่า สารที่เขาส่งไปเป็นที่ต้องการ ขายได้ เขาคงไม่กล้าที่จะทำข่าว ลงภาพ หรือปล่อยภาพออกอากาศ ที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่น ละเมิดสิทธิเด็กและผู้หญิง เพราะคงไม่มีคนอ่าน คนดู คนฟัง

               แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง สื่อที่ไม่มีความรับผิดชอบอย่างรุนแรง กลับได้การตอบรับอย่างกว้างขวาง เว็บไซต์ของ หนังสือพิมพ์แนวประชานิยมฉบับหนึ่ง ยอดวิวเพิ่มขึ้นจากไม่กี่ร้อย ไปถึงเป็นล้านวิว สวนทางกับการวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความห่วงใยของนักวิชาการสื่อ และผู้บริโภคสื่อส่วนใหญ่ตลอดเวลา ไม่เข้าใจ ก็ต้องเข้าใจว่าสื่อนั้นเป็นธุรกิจ ที่ต้องมีรายได้มาจุนเจือกิจการ มีเงินมาจ่ายค่าตอบแทนคนทำงาน ยิ่งกิจการใหญ่ ยิ่งมีภาระค่าใช้จ่ายมาก มองในแง่ดีผู้ประกอบการส่วนใหญ่ คงปรารถนาที่จะทำสื่อที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบเหมือนกัน แต่ถ้าการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ กลายเป็น “ของเหลือ” ขายไม่ออก ปากท้องย่อมสำคัญกว่า ก็ต้องเก็บคัมภีร์จริยธรรมไว้ก่อน จนกว่าสังคมจะพร้อมรับสื่อที่มีคุณภาพ

               โลกของความจริงเป็นเช่นนี้ แต่คนที่ฝันถึงโลกแห่งอุดมคติ ก็คิดอ่านกันใหญ่โตว่าจะต้องคุมสื่อ จัดการสื่ออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คนที่ผ่านโลกมาพอสมควร ผ่านชีวิตการทำข่าวมา 35 ปีต่อเนื่อง บอกได้ด้วยความเคารพว่า ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งใช้อำนาจมากกับเรื่องจริยธรรมที่เป็นเรื่อง “จิตสำนึก” มากกว่า เรื่องกฎหมายที่อยู่ที่ “ความหวาดกลัว” ปัญหาการละเมิดจริยธรรมก็จะถูกท้าทาย และเติบโตขยายตัวยิ่งกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่าทวีคูณ

               อำนาจทำให้เสื่อมนั้น นับเป็นของขลัง มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้วในวันนี้ว่า ยิ่งอยู่ในอำนาจนาน ใช้อำนาจมาก บารมีก็ถดถอย หมดอำนาจวันใด บัญชีที่สะสมไว้ ก็จะได้ชำระกัน