
คืบคดี'แจ๊ด'รอลุ้นฟ้องศาลหรือไม่
29 มิ.ย. 2558
ผบก.ตท.ไม่ฟันธงคดี 'บิ๊กแจ๊ด' หวั่นแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เผยมีสนธิสัญญาการโอนนักโทษระหว่างกัน แต่ต้องรับโทษ 1 ใน 3 ก่อน เชื่ออัยการญี่ปุ่นรอบคอบ-เป็นธรรม
29 มิ.ย. 58 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ถูกตรวจพบว่ามีการพกพาอาวุธปืน ที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ในขณะนี้ทางอัยการของญี่ปุ่นยังไม่มีการส่งฟ้อง จากการที่ได้ทำหนังสือผ่านช่องทางตำรวจสากล ก็ยังไม่ได้รับรายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรกลับมา เป็นแค่การประสานงานทางวาจาผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจและสถานทูต
พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวว่า ขั้นตอนการสั่งฟ้องของทางญี่ปุ่น ก็เหมือนกระบวนการยุติธรรมของหลักสากลทั่วโลก ขณะนี้อยู่ในขั้นของอัยการ ที่ต้องรอดูว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ถ้าไม่สั่งฟ้อง ก็ถือว่าพ้นคดีสามารถกลับประเทศได้เลย แต่สมมติว่าถ้ามีการสั่งฟ้อง ก็ต้องรอดูผลการตัดสินของศาล ในกรณีที่ผู้ต้องหารับสารภาพ ศาลตัดสินว่าไม่มีเจตนา ก็รอลงอาญา แต่ถ้ามีการตัดสินลงโทษจำคุก ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นนั้น ก็มีสนธิสัญญาการโอนนักโทษระหว่างกัน คือ จะต้องรับโทษ 1 ใน 3 ของคำพิพากษาของศาลญี่ปุ่นก่อน ถึงจะร้องขอให้เข้าดำเนินการการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศได้ ซึ่งทาง ตร.ไม่สามารถจะประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ เพราะจะเป็นการไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของประเทศญี่ปุ่น
ผบก.ตท.กล่าวว่า สิ่งใดที่ ตร.สามารถช่วยเหลือครอบครัวของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หรือทางประเทศญี่ปุ่นได้ ก็พร้อมจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตอนนี้ทางประเทศไทยทำได้เพียงรอผลการตัดสินของศาลประเทศญี่ปุ่น ส่วนการที่อาวุธปืนจะมีทะเบียนหรือไม่มีนั้น ไม่ส่งผลต่อการพิจารณาคดี ใบอนุญาตการพกพาอาวุธปืนที่ออกจากประเทศไทยก็มีผลบังคับใช้ภายในประเทศเท่านั้น เมื่อมีการพกพาอาวุธปืนที่ต่างประเทศ ก็เท่ากับว่าเป็นการครอบครองอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาต เช่นเดียวกันกับกรณีที่คนต่างประเทศพกอาวุธปืนในประเทศไทย
พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวถึงอำนาจการควบคุมตัวก่อนการตัดสินของอัยการว่า มีระยะเวลาภายใน 20 วัน หรืออาจจะมีผลความเห็นของอัยการที่เร็วกว่าก็เป็นได้ หลังจากนั้นอัยการก็จะนำตัว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พร้อมสำนวนการส่งฟ้องส่งไปศาลเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่น่ามีอะไรที่ติดขัด น่าจะเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบและให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด โดยเชื่อมั่นมาตรฐานและความยุติธรรมของประเทศญี่ปุ่น ส่วนทางทนายของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็คงทำได้เพียงแค่ให้คำปรึกษาทางคดีเท่านั้น
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.ต.อภิชาติ ยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยและญี่ปุ่น รู้สึกเสียดายที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศไทยไปประจำเพื่อคอยประสานงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการในต่างประเทศนั้น การสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยาน การประสานงาน ก็จะเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการจับกุมผู้กระทำความผิดในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติก็จะเป็นไปได้ง่าย โดยสามารถเข้าสู่กระบวนยุติธรรมได้มากยิ่งขึ้น



