
พบภาพต้นฉบับพระลอตามไก่ของเหม เวชกร
29 มิ.ย. 2558
พบภาพต้นฉบับพระลอตามไก่และพระไชยสุริยาของ"ครูเหม เวชกร"ปรมาจารย์ภาพวิจิตรเบาะแสสำคัญที่จะไปนำไปสู่การค้นหาขุมทรัพย์คลาสสิกของสุดยอดศิลปินอีกเกือบ500ภาพ
นายไพศาล กริชไกรวรรณ เลขาธิการมูลนิธิบรมครู เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ทางมูลนิธิบรมครูได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอประวัติและภาพเขียนผลงานของนายเหม เวชกร หรือ ครูเหม เพื่อนำไปจัดนิทรรศการประมูลภาพจิตรกรรมของศิลปินระดับชาติ ที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในเดือนมิถุนายน 2549 โดยเป็นกิจกรรมจัดประมูลขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดจากสถาบันการเงินที่เป็นลูกหนี้ ธปท. เพื่อนำเงินที่ได้จากการประมูลไปคืนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในจำนวนทรัพย์ที่จะจัดประมูล ซึ่งครั้งนั้นพบว่าเป็นภาพเขียนผลงานครูเหม 55 ภาพ แบ่งเป็น ภาพสีน้ำ 35 ภาพ ภาพลายเส้นปากกา 11 ภาพ ภาพลายเส้นดินสอ 8 ภาพ และภาพพู่กันหมึกจีน 1 ภาพ ซึ่งภาพทั้งหมดเคยตีพิมพ์ในนิตยสารและหนังสือที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช
นอกจากนี้ยังมีภาพสี 29 ภาพ ตีพิมพ์ปกหลังของนิตยสารวิทยาสาร และชัยพฤกษ์ ในชุดนางงามในวรรณคดีอีก 6 ภาพ เป็นชุด ภาพประวัติศาสตร์ ส่วนภาพลายเส้นขาวดำอีก 20 ภาพ ตีพิมพ์อยู่ในชุดอื่นๆ เช่น ขุนช้าง ขุนแผน ปลาบู่ทอง เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่ ธปท.ชี้แจงที่มาของภาพว่า ประมาณเดือนมีนาคม 2540 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุรวงศ์ แกลลอรี่ โดยนายชัชวาลย์ บุณยรังสฤษฏ์ ได้ทำสัญญาจำนำภาพเขียนของครูเหม 55 ภาพ ไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2540 ซึ่งปรากฏว่าสุรวงศ์ แกลลอรี่ ขาดการชำระหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนไทย จำกัด (มหาชน) จึงเป็นโจทก์ฟ้องสุรวงศ์ แกลลอรี่ และนายชัชวาลย์ เป็นจำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์จำนำคือภาพเขียนครูเหมออกขายทอดตลาดได้ ต่อมา บงล.ธนไทย ถูกกระทรวงการคลังสั่งปิดกิจการและให้อยู่ในการดูแลขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน และยังถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์คือ บงล.ธนไทย โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขอออกหมายบังคับคดีให้ยึดภาพเขียนที่จำเลยนำมาจำนำไว้กับโจทก์ออกขายทอดตลาด เนื่องจาก ธปท.เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของ บงล.ธนไทยในคดีล้มละลาย ธปท.จึงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ร่วมจัดงานนิทรรศการแสดงภาพเขียนเพื่อสนับสนุนการจัดประมูลภาพเขียนผลงานครูเหม
อย่างไรก็ตาม นายไพศาลกล่าวว่า ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่แบงก์ชาติทราบว่า หากจะจัดทำสิ่งพิมพ์หรือสื่อใดๆ ขอให้แบงก์ชาติทำหนังสือมายังมูลนิธิขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์ภาพเขียนเสียก่อน เมื่อมูลนิธิตอบอนุญาตแล้วจึงดำเนินการได้ ปรากฏว่าแบงก์ชาติจัดพิมพ์สูจิบัตรจำหน่ายในงานนิทรรศการประมูลภาพศิลปินฯ โดยไม่ได้ทำหนังสือขออนุญาตก่อน ดังนั้น ทางมูลนิธิบรมครูจึงร้องขอต่อ นายธีระ ต.สุวรรณ (ชื่อเดิม) ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น นายธีรเดช ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และกรรมสิทธิ์ภาพเขียนของครูเหมโดยถูกต้องตามกฎหมาย อันเนื่องจาก นางบุญพริ้ง ต.สุวรรณ มารดา เจ้าของไทยวัฒนาพานิช ได้ทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ให้ตั้งแต่ปี 2523 ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายติดตามภาพดังกล่าวกลับคืนมา โดยนายธีระมอบหมายให้ทนายความไปแจ้งความร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวน สน.พลับพลาไชย 2 เป็นคดีอาญาที่ 1572/49 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2549 และทนายได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการประมูลไว้ก่อน และขอให้ศาลไต่สวน เพื่อมีคำสั่งปล่อยทรัพย์สินคือภาพเขียนของครูเหมทั้ง 55 ภาพ คืนให้นายธีระ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามเจตนารมณ์ของครูเหม ซึ่งมีการทำบันทึกรับรองทูลเกล้าฯ ถวายยื่นต่อศาลด้วย โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งวันที่ 28 มิถุนายน 2549 อนุญาตให้งดการบังคับคดีชั่วคราว มีผลให้การประมูลภาพของครูเหมทั้ง 55 ภาพ ต้องถูกระงับไป
“ในการดำเนินคดี นายธีระเป็นผู้ร้องขัดทรัพย์ในคดีพิพาทระหว่าง บงล.ธนไทย โจทก์ และห้างหุ้นส่วนจำกัดสุรวงศ์ แกลลอรี่ จำเลยที่ 1 นายชัชวาลย์ เป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งทาง สน.พลับพลาไชย 2 ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน รวมพยานหลักฐาน และมีความเห็นส่งฟ้องนายชัชวาลย์ข้อหาลักทรัพย์ รับของโจร ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องจำเลย แต่จำเลยไม่ได้มาแสดงตัวต่ออัยการ ทำให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ขอออกหมายจับจำเลย ต่อมาเมื่อคดีเข้าสู่การไต่สวน ทนายโจทก์โดยการแต่งตั้งโดย ธปท.ได้เสนอพยานขึ้นเบิกความ 3 ปากเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์สินทรัพย์ 2 ปาก และทนายจำเลย 1 ปาก โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้การต่อศาลว่า ทรัพย์สินในส่วนที่เกี่ยวกับสุรวงศ์ แกลลอรี่และนายชัชวาลย์ มีสัญญาจำนำฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2539 เป็นการจำนำภาพเขียนครูเหม 26 ภาพ และศิลปินท่านอื่น 4 ภาพ ซึ่งทั้ง 26 ภาพนั้น ไม่ได้จัดพิมพ์โดยไทยวัฒนาพานิช แต่มีข้อน่าสังเกตคือ ในการให้ปากคำพยานโจทก์ว่าในสัญญาจำนำฉบับที่สองลงวันที่ 19 มีนาคม 2540 เป็นการจำนำภาพเขียนของครูเหม 55 ภาพ ซึ่งเดิมทียังไม่มีการใส่กรอบและเพิ่งมาใส่ภายหลังที่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นคณบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนเพาะช่าง ที่เป็นผู้ประเมินราคาภาพ ให้คำแนะนำป้องกันไม่ให้เกิดความสูญหายและทำให้ภาพมีราคามากขึ้น และเป็นที่มาที่ทำให้ทางหน่วยงานที่ดำเนินการเข้ามาติดต่อมูลนิธิบรมครู” นายไพศาล กล่าว
นายไพศาล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ บุตรบุญธรรมของครูเหม คือ ร.ต.สุชาติ สมรูป ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ยืนยันว่า นางแช่ม เวชกร ภรรยาครูเหมได้ขายลิขสิทธิ์ภาพวาดครูเหมให้โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช โดยทำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์กับนางบุญพริ้ง ซึ่งเป็นภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือ 13 เล่ม เป็นเงิน 1.3 หมื่นบาท ซึ่งนางแช่มได้มอบภาพเขียนต้นฉบับที่เก็บไว้ในหีบให้แก่นางบุญพริ้งไปทั้งหมดประมาณ 500 ภาพ เพื่อให้นำไปเก็บไว้ที่โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช เพื่อจัดพิมพ์เป็นต้นฉบับต่อ อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่างๆ ดำเนินต่อไปที่สุดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ สข.174/2550 ว่า ภาพวาดของครูเหมทั้ง 55 ภาพ เป็นของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีสิทธิ์นำไปยึด ให้ปล่อยทั้ง 55 ภาพ คืนให้นายธีระ แต่จากนั้น ธปท.ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีความเห็นว่า สัญญาซื้่อขายลิขสิทธิ์หนังสือ 13 รายการที่นางบุญพริ้งซื้อลิขสิทธิ์จากนางแช่ม เป็นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือ ไม่ใช่ซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพวาด ศาลจึงไม่เชื่อว่านางบุญพริ้งนำภาพวาดต้นฉบับไปจากนางแช่ม เวชกร ไปเก็บที่โรงพิมพ์และตกทอดเป็นทรัพย์ของนายธีระ จึงพิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งต่อมาทางนายธีระก็มีการยื่นฎีกาเช่นเดียวกัน
นายไพศาล ย้ำว่า วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ศาลแพ่งจะอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้
นายไพศาล กล่าวอีกว่า ในช่วงระหว่างขั้นตอนการยื่นฎีกาได้พบกับนายวินิตย์ มงคลดิษฐ์ พนักงานฟูจิ ซีร็อกซ์ ถามถึงสำเนา “ภาพพระลอตามไก่” ที่ถ่ายด้วยเอกสารสีและถูกนำมาจัดแสดงในงานเหม เวชกร รำลึก ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2543 ซึ่งมีสีสวยงามกว่าภาพหน้าปกหนังสือ “ภาพวิจิตรพระลอ” ที่ไทยวัฒนาพานิชเคยจัดพิมพ์เมื่อปี 2506 และเป็นหนึ่งในหนังสือ 13 รายการ ที่นางบุญพริ้งซื้อลิขสิทธิ์และรับต้นฉบับมาจากนางแช่ม ซึ่งได้รับคำตอบว่าถ่ายสำเนามาจากต้นฉบับจริง จึงได้ถามหาที่มาจนกระทั่งได้พบ นายมานิตย์ จรูญชนม์ ซึ่งเคยทำงานที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชมาก่อน และเป็นพยานในการซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือ 13 เล่มด้วย โดยระบุว่า เพื่อนพบในลิ้นชักของ อ.มงคล วงศ์อุดม ช่างเขียน ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของครูเหม ได้นำมามอบให้ โดยในเวลานั้น อ.มงคลเสียชีวิตไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการมูลนิธิบรมครู กล่าวว่า การค้นพบภาพต้นฉบับพระลอตามไก่นั้น ถือเป็นหลักฐานสำคัญว่า ภาพวาดต้นฉบับที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือ 13 รายการ อยู่ที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชจริง นายธีระจึงได้ทราบว่า ภาพเขียนของครูเหมเหล่านั้นมิได้ถูกเพลิงไหม้ไปเมื่อคราวเกิดเหตุเพลิงไหม้สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ถนนไมตรีจิต เมื่อ พ.ศ.2544 ตามที่เข้าใจมาโดยตลอด ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า ภาพเขียนของครูเหมอาจถูกโจรกรรมไปก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ และขณะนี้นายมานิตย์ได้คืนภาพวาดพระลอตามไก่ให้นายธีระ ซึ่งมีการเจรจาที่ สน.พลับพลาไชย 2 และนายมานิตย์ได้ทำบันทึกรับรองพยานในการซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพวาดเหม เวชกร ให้แก่นางบุญพริ้ง ซึ่งนายมานิตย์ได้ลงชื่อเป็นพยานรับรองลายนิ้วมือของนางแช่ม เวชกร ว่าได้กระทำต่อหน้าตนจริงเมื่อปี 2515 เป็นการซื้อลิขสิทธิ์ภาพวาด นางแช่มไม่ได้เป็นผู้ประพันธ์หนังสือดังข้อความในสัญญา ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานที่ไทยวัฒนาพานิชทำขึ้นใช้ทั่วไป แต่นางแช่มได้รับลิขสิทธิ์ผู้สร้างสรรค์ภาพวาดตกทอดมาจากครูเหม ซึ่งเป็นสามี
“เวลานี้ไม่ใช่เพียงภาพพระลอตามไก่เท่านั้นที่เราได้ค้นพบต้นฉบับ ยังมีภาพวาดต้นฉบับ ”พระไชยสุริยา“ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือชีวประวัติสุนทรภู่ 1 ในหนังสือ 13 รายการ อีกภาพหนึ่งด้วย ซึ่งเวลานี้อยู่ในกระบวนการและขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อติดตามทวงภาพคืน จากหลักฐานต่างๆ ที่ได้ค้นพบนี้ ทำให้มูลนิธิบรมครูมั่นใจว่า ภาพเขียนที่หายไปจากสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ไม่ใช่แค่ 55 ภาพ แต่จำนวนมากถึง 500 ภาพ ซึ่งอีก 450 ภาพนั้น ยังไม่แน่ชัดว่าอยู่ที่ใด ซึ่งการที่เราพยายามติดตามทวงคืนนั้น นอกจากจะเป็นการสืบสานตามเจตนารมณ์ของครูเหม ที่ต้องการนำภาพขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ผลงานของครูเหมยังทรงคุณค่าและหาได้ยากยิ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับคนรุ่นหลังที่จะได้รับแรงบันดาลใจ และปลูกฝังให้เยาวชนรักในศิลปะ” นายไพศาลกล่าว
สำหรับ ครูเหม เวชกร จิตรกรฝีมือชั้นครู ผู้เขียนภาพวิจิตรตีพิมพ์ในหนังสือนานาชนิดของไทย ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน นวนิยาย ตำราเรียน และนิตยสารต่างๆ ตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ภาพเขียนของครูเหมมีชื่อเสียงมาก ได้แก่ ภาพชุด ขุนช้าง ขุนแผน, พระอภัยมณี, สามก๊ก, ผู้ชนะสิบทิศ ฯลฯ ผลงานของครูเหมปรากฏเป็นภาพสีงดงามในยุครุ่งเรืองของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ครูเหมสร้างสรรค์ภาพเขียนจากจินตนาการตามเรื่องราวในวรรณคดีไทยและประวัติศาสตร์ไทย ตีพิมพ์ในนิตยสารชัยพฤกษ์ และวิทยาสาร ในช่วงปี 2499-2512 โดยจัดพิมพ์เต็มขนาดหน้าหนังสือ บนปกหลังมีคำบรรยายอยู่ภายในเล่ม ภาพวิจิตรของครูเหมได้รับความนิยมยกย่องจากประชาชนทั่วประเทศ เมื่อลงพิมพ์ติดต่อกันจนจบชุด สำนักพิมพ์ก็นำมาพิมพ์รวมเล่มได้ทั้งหมด 13 เล่ม เช่น นางงามในวรรณคดี, ภาพประวัติศาสตร์, ภาพวิจิตรวรรณคดี, ชีวประวัติสุนทรภู่, พระลอ, กากี, ราชาธิราช, พุทธประวัติ ฯลฯ หนังสือชุดนี้ถือเป็นหนังสือคลาสสิกหายากในปัจจุบัน
ชื่อเสียงของครูเหมโด่งดังจนในปี 2504 สโมสรโรตารี่ได้จัดงานแสดงภาพจิตรกรรมเหม เวชกร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาทอดพระเนตรงานแสดงภาพ ครูเหมได้มีโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายภาพเขียน ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครูเหมเข้าเฝ้าฯ มีรับสั่งให้ครูเหมวาดภาพตามพระราชดำริ เช่น ภาพชาวบ้านใช้กรรไกรตัดหมาก โดยมีพระราชดำรัสว่า ภาพชีวิตไทยๆ เหล่านี้ ต่อไปอาจจะไม่มีให้พบเห็น ภาพเขียนของครูเหมหลายภาพได้เป็นของขวัญพระราชทานแก่พระราชอาคันตุกะที่มาเยือนประเทศไทย



